Facebook for Business สร้างเพจเพื่อธุรกิจ

การสร้างแฟนเพจเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน ธุรกิจขนาดเล็กหรือไม่แสวงหาผลกำไร สามารถทำได้ทั้งนั้น เพียงแค่กดสร้างเพจแล้วทำตามขั้นตอนที่ระบบ Facebook สอน ก็จะได้เพจส่วนตัวของเรา

ผู้คนทั่วโลกเข้าสู่ Facebook เพื่อเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัว และสิ่งที่สำคัญกับตน รวมทั้งธุรกิจต่างๆ ด้วย

เพจของคุณจะช่วยทำการตลาดให้ธุรกิจของคุณและเป็นแหล่งข้อมูลสินค้าและการ บริการที่คุณนำเสนอ ลูกค้ายังจะได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่คุณโปรโมทในฟีดข่าวซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลาบน Facebook ที่ดีที่สุดก็คือคุณสามารถใช้เพจได้ฟรี ทำง่าย แถมยังช่วยให้ผู้คนค้นหาคุณเจอบน Facebook และในเว็บอีกด้วย

สร้างมาเพื่อธุรกิจและอุปกรณ์เคลื่อนที่

ในแต่ละเดือน มีผู้คนจำนวนมหาศาลยัง Facebook Page ทางคอมพิวเตอร์และมีผู้คนเข้าชมเพจจากสมาร์ทโฟนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เหตุนี้ การทำให้ธุรกิจเข้าถึงได้จากอุปกรณ์เคลื่อนที่จึงทวีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เพจใช้งานได้ดีเยี่ยมบน อุปกรณ์เคลื่อนที่และทำให้คุณสื่อสารกับลูกค้า ช่วยลูกค้าทำการซื้อ และเรียกให้ลูกค้ากลับมาหาคุณอีกได้อย่างง่ายดาย แอพตัวจัดการFacebook Pageช่วยให้คุณจัดการเพจและตอบลูกค้าได้รวดเร็วทุกที่

Facebook Pageทำให้ลูกค้ารู้ข้อมูลธุรกิจและเริ่มใช้สินค้าและการบริการของคุณได้ง่าย และเรากำลังเพิ่มคุณสมบัติที่รองรับเป้าหมายธุรกิจเฉพาะสำหรับธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใดก็ตาม

เพจช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการดำเนินการ

คุณสามารถใช้เพจแสดงสินค้าและการบริการ รวมทั้งปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการแบบที่เห็นได้ชัดเพื่อช่วยให้ลูกค้าทำธุรกิจ กับคุณ และคุณสมบัติในการรับส่งข้อความแบบใหม่ที่ใช้ง่ายยังให้คุณเชื่อมต่อกับ ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้การบริการและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

ทำความรู้จักลูกค้าและเติบโตต่อไป

หากสงสัยว่าเพจของคุณ ช่วยสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้ดีแค่ไหน ข้อมูลเชิงลึกของ Facebook Page จะช่วยแนะแนวทางให้คุณเห็นว่าคุณกำลังบรรลุเป้าหมายได้ดีเพียงใด

และได้เห็นว่าผู้คนค้นพบเพจของคุณเจอได้อย่างไร รวมทั้งข้อมูลประชากรศาสตร์แบบต่างๆ เช่น อายุ เพศ ตำแหน่งที่ตั้ง และอีกมากมาย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้คุณเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของคุณเองได้ดีขึ้น เพื่อติดต่อกับลูกค้าและโปรโมทธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

Dynamic Product Ads คืออะไร

Dynamic Product Ads (DPA) ฟีเจอร์หนึ่งของทาง Facebook ที่ใช้สำหรับเว็บ eCommerce ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการโฆษณาสินค้าจำนวนมากและให้น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อ

ข้อดีของ Dynamic Product Ads

  • ลดเวลาการทำงาน งานหลายอย่างลดเวลาลง เช่น การสร้างแบนเนอร์ การเซ็ตแอดสินค้าที่ละตัว ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นปัญหาใหญ่ของเว็บไซต์ที่มีสินค้าจำนวนมากเป็นหลักหมื่นหรือแสน SKUs ซึ่งฟีเจอร์ DPA นี้จะทำให้เราเซ็ตแอดครั้งเดียวโดยที่แอดจะไปดึงสินค้าที่ตรงกับ Audience ขึ้นมาให้โดยอัติโนมัติ
  • Cross-Device โฆษณาที่เซ็ตผ่าน DPA จะสามารถแสดงไปยังยูสเซอร์คนเดียวกันผ่านได้ทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเดสก์ท็อป แท็ปเล็ต และโทรศัพท์มือถือ แม้ว่ายูสเซอร์จะเข้าเว็บไซต์ของเราผ่านเดสก์ท็อปเท่านั้น ตรงนี้นับเป็นจุดแข็งของการทำ Dynamic retarget ผ่านเฟซบุ๊คแพลตฟอร์ม เนื่องจากเฟซบุ๊คเป็น user-based retargeting ซึ่งการทำ Dynamic remarketing ของ Google จะไม่สามารถทำได้
  • Conversion rate ที่ดีกว่า เนื่องจากฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราสามารถแสดงสินค้าที่ตรงกับความสนใจเป็นรายบุคคล จึงมีโอกาสที่เกิดการซื้อสินค้าได้ง่ายกว่าการซื้อแบนเนอร์แบบปกติทั่วไป ที่หลายครั้งมักจะไม่ตรงกับความสนใจจริงๆ ของ Audience

การเซ็ตอัพ DPA

  1. อัพโหลด Product Catalog ทางเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต้องสร้างไฟล์ XML product feed ขึ้นมาเพื่ออัพโหลดขึ้นไปในระบบของเฟซบุ๊คเพื่อให้เฟซบุ๊ครู้จักสินค้าทุก ตัวในเว็บไซต์ ซึ่งโดยปกติแล้ว feed นี้ควรจะมีการอัพเดททุกวันเพื่อให้เฟซบุ๊ครู้ว่ามีสินค้าอะไรมาใหม่ อะไรไม่ขายแล้ว รวมถึงตัวเลข stock สินค้า ซึ่งจะช่วยเฟซบุ๊ครู้ว่าสินค้าตัวไหนไม่ต้องแสดงเนื่องจาก stock หมดเป็นต้น ซึ่งการอัพโหลดจะต้องทำผ่าน account ที่เป็น Business manager เท่านั้น
  2. กำหนด Facebook Pixel วางพิกเซล “กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง” (Custom Audience) ลงบนเว็บไซต์ของคุณ (หรือเหตุการณ์เกี่ยวกับแอพในกรณีที่คุณมีแอพ) และปรับเปลี่ยนพิกเซลนั้นให้รายงานผลเมื่อมีการรับชม หยิบใส่ตะกร้า และซื้อ ID ผลิตภัณฑ์จากแค็ตตาล็อกของคุณ พิกเซล “กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง” ของคุณเป็นพิกเซลเดียวกับที่ใช้ในการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเองบนเว็บไซต์ คุณสามารถค้นหาโค้ดพิกเซลของคุณได้ในบัญชีผู้ใช้โฆษณาของคุณภายใต้แท็บ “กลุ่มเป้าหมาย”
  3. สร้าง Ads template ส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับกำหนดวิธีการแสดงโฆษณาของ DPA ซึ่งจะเริ่มต้นจากการเลือก Objective ของแคมเปญเป็น Product catalog sales ก่อน ในส่วนรายละเอียดของการเซ็ตอัพนั้นระบบจะให้เรากำหนดการแสดงสินค้าว่าจะให้ แสดงสินค้าทั้งหมดตาม Product catalog ที่เราอัพโหลดขึ้นไป หรือจะสร้าง Product set ขึ้นมาใหม่จาก Product catalog อีกทีตามเงื่อนไขที่เรากำหนดได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังสามารถเลือกฟอร์แมทการแสดงโฆษณาเป็นแบบภาพเดียว หรือจะเป็นแบบ Carousel ก็ได้อีกด้วย
    สร้างแม่แบบโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิก ที่มีการบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องเหมาะสมไว้โดยอัตโนมัติ ตั้งชื่อให้โฆษณาของคุณและใช้คำสำคัญในการดึงภาพ ชื่อผลิตภัณฑ์ ราคา และอื่นๆ มาใช้ในลักษณะแบบไดนามิกจากแค็ตตาล็อกผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณสามารถเลือกให้แสดงผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวหรือหลายชิ้นได้ในครั้งเดียวโดยใช้ รูปแบบโฆษณาแบบภาพสไลด์ (Carousel Ad)
    โฆษณา ผลิตภัณฑ์แบบไดนามิกจะใช้งานได้ดีกับฟีดข่าวบน Facebook และคอลัมน์ด้านขวามือ แม่แบบโฆษณาแบบไดนามิกเพียงแบบเดียวทำให้คุณสามารถนำส่งโฆษณาได้ไม่ว่าจะ เป็นอุปกรณ์ใดๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเดสก์ท็อป
  4. ใช้งานโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิก เมื่อมีผู้เรียกดูผลิตภัณฑ์ของคุณบน เว็บไซต์หรือแอพของคุณ บุคคลเหล่านั้นจะมีสิทธิ์เห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิกได้โดยอัตโนมัติ มีการจัดรูปแบบโฆษณาแต่ละชิ้นให้เป็นแบบพิเศษเฉพาะสำหรับนักช้อปของคุณโดย สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่บุคคลเหล่านั้นเรียกดูด้วยการใช้คำสำคัญ ภาพ และอื่นๆ ที่ดึงมาจากแค็ตตาล็อกผลิตภัณฑ์ของคุณ

    ตัวอย่าง ผู้ที่กำลังเรียกดูร่มบนเว็บไซต์ของคุณอาจจะเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทร่ม หรือชุดของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในครั้งถัดไปที่พวกเขากลับมายัง Facebook
    โฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิกจะตามติดข้อมูลปัจจุบันของธุรกิจคุณเพื่อให้คุณ แสดงเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีในสต็อกเและด้วยราคาล่าสุดเท่านั้น และเมื่อมีการทำรายการซื้อบนเว็บไซต์ของคุณ โฆษณาผลิตภัณฑ์จะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติข้ามผ่านทุกอุปกรณ์เพื่อที่คุณจะ ได้ไม่ไปรบกวนนักช้อปของคุณด้วยผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาได้ซื้อไปแล้ว

เรื่อง DPA ถือว่าห่างไกลตัวจากคนที่ต้องการทำธุรกิจ eCommerce ขนาดย่อม หรือ SME ทั่วไปมาก แต่กรณีที่ต้องการทำงานกับบริษัทใหญ่ในสายงานด้าน Digital Marketing ควรจะศึกษาเรื่องพวกนี้ไว้บ้าง ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Facebook DPA

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google Analytic Thailand

SEM คืออะไร ?

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการผสมคำกันระหว่างคำว่า Search Engine ซึ่งก็คือเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต และคำว่า Marketing หรือ การตลาด ดังนั้น คำว่า SEM / Search Engine Marketing จึงหมายถึง “การทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต”

SEM (Search Engine Marketing) ประกอบไปด้วยในส่วนของ Paid Search หรือ Search Advertising ซึ่งเป็นส่วนของโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิ๊กในรูปแบบของ PPC (Pay Per Click)

ต่างจากในส่วนของ Organic Search ซึ่งเป็นส่วนผลการค้นหาจากระบบของ Search Engine โดยเรียกการทำการตลาดในส่วนนี้ว่า SEO (Search Engine Optimization) ซึ่ง Search Engine จำเป็นต้องใช้ Keyword (คีย์เวิร์ด) เป็นตัวกำหนดขอบเขต

การทำ SEM เป็นการทำการตลาดออนไลน์บน Search Result Page โดยการทำโปรโมชั่นกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ใช้งาน Search Engine เพื่อให้รู้จักเว็บไซต์ สินค้า หรือบริการของเรา และนำมาซึ่งยอดผู้ใช้เว็บไซต์และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้มากยิ่งขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันมีเว็บไซต์อยู่มากมาย การทำ SEM จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราแข่งขันกับคู่แข่งได้  อีกทั้งการทำ SEM ยังเป็นการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย เพราะในการค้นหาข้อมูลในแต่ละครั้งของผู้ใช้

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือ วิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาและการเพิ่มลิงค์ที่มี คุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน Search Result Page หรือหน้าแสดงผลการค้นหาของ Search Engine อาทิ Google, Yahoo!, Bing เป็นต้น

สำหรับในไทยและหลายประเทศจะโฟกัสไปที่ Google เป็นหลัก เนื่องจากความนิยมสูงกว่า Search Engine อื่นๆ กว่า 90% จะเรียกว่าการทำ SEO เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ การค้นหาในกูเกิ้ลก็ไม่ผิดนัก

เมื่อค้นหาผ่าน Google ส่วนบนสุดจะเป็นโฆษณาอาจจะมีหรือไม่ก็ได้ รองลงมาจะเป็นส่วนของการค้นหา ในส่วนนี้ข้อมูลหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดที่ทางระบบของ Search Engine อาทิ Google หรือ Yahoo! รวบรวมมาโดยใช้คะแนนในการจัดอันดับ การให้คะแนนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่แต่ละ Search Engine ได้กำหนดขึ้น จึงเรียกวิธีที่การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บนหน้าผลการค้นหานี้ว่า “SEO” หรือ “Search Engine Optimization”

ระบบการจัดอันดับการแสดงผลใน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) มีชื่อเรียกว่า Algorithm (อัลกอริทึม) แต่ละ Search Engine จะมีระบบ Algorithm ที่แตกต่างกันและจะมีการอัพเดตอยู่เสมอๆ เราจึงจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตาม Algorithm เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับได้ดีมากที่สุด

โครงสร้างของการทำ SEO แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ

ปัจจัยภายใน (On-page / Micro) เช่น โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ จำนวนหน้าภายใน
เว็บไซต์ คุณภาพและปริมาณของเนื้อหา การเลือกใช้คำ (Keyword) และการวางประโยคในส่วนต่างๆ

ปัจจัยภายนอก (Off-page / Macro) เช่น ปริมาณลิงค์จากเว็บไซต์อื่น (Backlinks) รวมทั้งเนื้อหาและคุณภาพของลิงค์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

ถึงยุคแรก Google จะให้น้ำหนักของ Off-Page ค่อนข้างมาก แต่พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นทำให้กูเกิ้ลให้คะแนนทาง On-Page สูง ตามคีย์เวิร์ดและเนื้อหาภาย การทำให้ SEO ติดอันดับไม่ใช่เรื่องยากถ้าเข้าใจหลักการเขียนบทความให้มีคุณค่า ซึ่งจะกลายเป็น SEO โดยอัตโนมัติและเป็นไปตามธรรมชาติของ Google

วิธีเพิ่ม Conversion Rate ให้กับเว็บ eCommerce

บริษัทที่เปิดเว็บ eCommerce ย่อมต้องการให้เกิด Conversion Rate หรืออัตราการซื้อสินค้าต่อจำนวนผู้เข้าชมให้สูงที่สุด แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้ามาซื้อสินค้าเป็นไปได้ยากและอัตราการซื้อหลายเว็บน้อยกว่า 1% เสียอีก

เมื่อพิจารณาในฝั่งของลูกค้าว่าเขาต้องการอะไร การปรับเปลี่ยนดีไซน์อาจช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการได้

  1. การเลือกใช้ภาพ : ภาพมีคุณภาพ ใหญ่พอประมาณ ซูมได้ จัดเรียง และมีเงาเพื่อให้ดูมีมิติ
  2. เลือกใช้วิดีโอ : ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้ถึง 80% จากเดิม อีกทั้งผลสำรวจยังกล่าวว่า 64-85% ของผู้บริโภคยังชอบดูวิดีโอที่เกี่ยวกับสินค้า ก่อนตัดสินใจซื้อ
  3. คำนึงเรื่องการใช้สี : มีผลต่อนักช้อปปิ้งถึง 85% การเลือกสีมีผลหลายอย่าง สีที่จะกระตุ้นการซื้อคือ ดำ ส้ม ฟ้า หรือ สีที่เหมาะสำหรับนักช้อปที่มีงบประมาณจำกัด คือ ฟ้า น้ำเงิน เป็นต้น
  4. สินค้าจำกัดเวลา : สั่งซื้อภายในวันนี้ ส่งฟรี!! สินค้ามีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย, ซื้อภายในเวลาที่จำกัด นอกจากนี้ สินค้าประเภทจำกัดจำนวนมีไม่กี่ชิ้น ยิ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ มีคุณค่า
  5. รีวิวสินค้า : ผลสำรวจพบว่า รีวิวสินค้าจะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้ถึง 10% เพราะ 60% ของลูกค้าต้องการข้อมูล หรืออ่านรีวิวสินค้าก่อนซื้อ
  6. สัญลักษณ์แสดงความปลอดภัย : 48% ของผู้ที่เข้าเว็บจะให้ความสำคัญกับเครื่องหมายเหล่านี้ และเพิ่มการซื้อถึง 40%
  7. ข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน : เบอร์โทร ที่อยู่ อีเมลในการติดต่อ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์
  8. การชำระเงิน : ต้องแยกออกมาให้ชัดเจน ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ทุกอย่างต้องอยู่ในหน้าเดียว ลำดับขั้นตอนต้องไม่ยุ่งยากเกินไป และที่สำคัญอย่าบังคับให้ผู้ใช้งานต้องทะเบียน ถ้าพวกเขายังไม่ได้ซื้อสินค้า
  9. กรอกแบบฟอร์มให้สั้น : เมื่อผู้ใช้กำลังจะจ่ายเงิน อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องกรอกแบบฟอร์มนานเกินไป ต้องลดควายุ่งยาก และประหยัดเวลาให้ได้มากที่สุด เพราะมีผู้ใช้ไม่น้อย ที่ไม่อยากเสียเวลากับการกรอกอะไรยาวๆ แล้วออกจากเว็บไซต์ทันที
  10. มีวิธีการชำระเงินหลายช่องทาง : เพื่อความสะดวกของลูกค้าหลายแบบ โดยเฉพาะบางคนที่ไม่สะดวกการชำระเงินบางช่องทาง กรณีขายของกับต่างประเทศควรแปลงสกุลเงิน
  11. พัฒนาการค้นหาในเว็บไซต์ : 50% ของผู้บริโภคที่มีแบรนด์หรือของที่ต้องการในใจ จะค้นหาสินค้าในเว็บไซต์เพื่อหาสินค้าที่ต้องการ
  12. มีตัวกรองค้นหาสินค้าที่เยี่ยม : ค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายและไว พยายามแบ่งประเภทของสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้สะดวกที่สุด หมั่นวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและพัฒนาให้ระบบค้นหาดียิ่งขึ้น
  13. เว็บต้องโหลดเร็ว : 51% ของนักช้อปปิ้งชาวสหรัฐฯ บอกว่าถ้าเจอเว็บที่โหลดช้า ก็พร้อมจะออกจากเว็บทันที นอกจากนี้ 41% ยังบอกว่า พวกเขาคาดหวังให้เว็บโหลดเสร็จภายใน 2 วินาที
  14. ใช้ระบบ Live Chat : 63% ของผู้บริโภค จะกลับมายังเว็บไซต์อีกครั้งถ้ามี Live Chat เพื่อติดต่อกับแบรนด์ และ 38% บอกว่า จะซื้อสินค้าถ้ามี Live Chat คอยให้ข้อมูลสินค้า
  15. จัดส่งฟรี : การจัดส่งฟรี เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้ออันดับแรกของผู้บริโภคโดยเฉพาะนักช้อปออนไลน์ชาวไทย ซึ่งจะมีส่วนในการตัดสินใจถึง 93% และในปี 2014 ลูกค้าของเว็บ Amazon กว่า 63% เข้าร่วมกิจกรรม หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บเพราะมีการจัดส่งฟรี
  16. โซนสินค้าโปรโมชั่น : ลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ ส่วนแรกที่พวกเขาจะมองหาคือ ป้ายลดราคาสินต้าที่พิเศษกว่าเว็บอื่น คุณจึงต้องแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในเว็บให้ชัดเจน ต้องเด่น สะดุดตา เพราะ 47% ของผู้ซื้อ จะเลือกเฉพาะสินค้าที่กำลังลดราคาเท่านั้น และ 62% จะมองหาสินค้าที่กำลังจัดรายการโปรโมชั่น
  17. สนอสินค้าทางเลือกอื่นหรือที่เกี่ยวข้อง : ถ้าอยากให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น ก็ต้องนำเสนอสินค้าพ่วงไปด้วย อาทิ สินค้าที่ดีกว่า ในราคาถูกกว่า หรือสินค้าที่คิดว่าพวกเขาจะชอบ สินค้าที่สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้
  18. conversion rate growth

Source : Template Monster

แผนภาพอธิบาย Digital Marketing ต้องทำอะไรบ้าง

ในหัวข้อ Digital Marketing คืออะไร อาจจะยังสงสัยว่าแล้วต้องทำอะไรบ้างล่ะ งานหลักๆ จะตามแผนภาพอินโฟกราฟิกด้านล่าง

งานหลักๆ จะมองที่เว็บไซต์เป็นหลัก โดยแบ่งเป็นสามส่วน

  1. SEO (Search Engine Optimization) : งานเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้สามารถค้นหาผ่านเซิร์จเอนจิ้น หรือ กูเกิ้ล ได้ง่ายยิ่งขึ้น ใช้งบประมาณน้อยหรือไม่ใช้เลย แต่โอกาสติดอันดับสูงต้องใช้ความพยายามพอสมควร ประยุกต์ใช้กับแฟนเพจได้เช่นกัน
  2. SEM (Search Engine Marketing) : การค้นหาเว็บไซต์ผ่านทางตลาดและเครื่องมือดิจิตอลหลายช่องทาง ติดตามเทรนด์ วัดผล ได้ง่าย ใช้งบประมาณและประสบการณ์พอสมควร
  3. Social Media : ใช้เครื่องมือติดตามวัดผลในส่วนโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค

ใน Infographic ด้านล่างสรุปภาพรวมของการทำงานด้าน Digital Marketing สิ่งที่ใช้ในการทำและวัดผลเพื่อให้การขายสินค้าหรือบริการประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

what-is-digital-marketing

Credit : Marketingtechblog

Digital Marketing คืออะไร

Digital Marketing เป็นการนำเอาหลักของ Marketing มาประยุกต์ใช้โดยใช้เครื่องมือดิจิตอลและเทคโนโลยีเข้าช่วยในการวิเคราะห์ ประเมิน และวัดผลงาน

ในสมัยก่อน หลักมาร์เก็ตติ้งจะมี 4P คือ Product (ผลิตภัณฑ์หรือบริการ), Price (ราคาสินค้าหรือบริการ), Place (วิธีการที่จะนำสินค้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย), Promotion (กิจกรรมทางการตลาด) และเพิ่มเป็น 7P ตามยุคสมัย โดยเพิ่ม People, Process และ Physical Evidence ขึ้นมา

ถ้ามองจากฝั่งผู้บริโภคจะพิจารณาเรื่อง 4C แทน คือ Customer, Costs, Convenience, Communications

การทำ Digital Marketing ไม่ใช่แค่ ไม่ใช่แค่การทำ Facebook Page, Facebook Ads, Line, Adwords, Content, Viral Video เท่านั้น จำเป็นต้องมองถึงผลลัพธ์ที่จะเกิด การต่อยอดในสิ่งที่ทำให้เกิดผลมากที่สุด

การทำโฆษณา Digital Marketing ที่มีประสิทธิภาพ

1. คิดก่อนลงมือปฏิบัติ
ข้อดีของ Digital Marketing คือ สามารถวัดผลได้จากจำนวนผู้ที่คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ หรือผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนร่วมกิจกรรม นักการตลาดที่เดินเข้าไปของบประมาณจากเจ้านายจึงอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งล่ะ ว่ามีตัวเลขกลับมารายงานแน่นอน แต่การจะได้ข้อมูลเหล่านี้ นักการตลาดต้องวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ฝ่ายเทคนิคตระเตรียมระบบเก็บข้อมูลนี้ไว้ตั้งแต่สร้างสื่อดิจิตัล และต้องเลือกเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งมาต่อยอดได้จริงเท่านั้น

2. โฆษณาต้องกลมกลืน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าคนเล่นอินเทอร์เน็ตยุคนี้มีทางเลือกมาก แล้วก็ใจร้อนขึ้น ขี้หงุดหงิด ถ้าเว็บไซต์ไหนโหลดนานเกินไป หรือไม่มีข้อมูลที่ต้องการ ก็จะออกจากเว็บไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ขอแนะนำว่า ต้องทำโฆษณาที่เนียนไปกับเนื้อหาของเว็บไซต์ หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปให้คนที่นั่งอยู่หน้าจอได้มีส่วนร่วมกับ โฆษณา อย่างเช่น การทำแบนเนอร์ (Banner) ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาไปมาก ทั้งสามารถคลิกได้มากกว่า 1 ที่ เพื่อบอกคุณสมบัติอันหลากหลายของผลิตภัณฑ์ หรือเล่นเกมส์กับแบนเนอร์ได้เลย

3. โฆษณาเร็วสุด ง่ายสุด
เพราะว่าโลกอินเทอร์เน็ตมีเว็บไซต์น่าสนใจมากมาย ดังนั้นโฆษณาดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งบนหน้าอินเทอร์เน็ต ควรบอกเฉพาะรายละเอียดที่ผู้บริโภคต้องการเท่านั้นไม่ใช้คำหรือสีสัน ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น แม้แต่แบนเนอร์ก็ควรพาผู้บริโภคไปสู่หน้าเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ไปเลย ไม่ต้องให้คลิกแล้วคลิกอีกหลายครั้ง

4. เช็คภาพลักษณ์แบรนด์สม่ำเสมอ
ในประเทศไทยยังไม่มีกรณีที่ผู้บริโภคเข้าไปดูรถยนต์หรือคอนโดมีเนียมใน อินเตอร์เน็ตแล้วแล้วรูดบัตรเครดิตซื้อเลย แต่มักจะเข้าไปอ่านความคิดเห็นของผู้ที่ใช้รถรุ่นนั้น ๆ ก่อนการตัดสินใจ แล้วลองคิดดูว่าหากกระทู้บนหน้าเว็บไซต์เหล่านี้มีแต่ข้อความด้านลบเกี่ยว กับสินค้าของเรา ผู้บริโภคจะยังตัดสนใจซื้ออยู่หรือไม่ ?

5. ใช้เติมจุดอ่อนของสื่ออื่น
สื่อดิจิตัลสามารถนำมาใช้เพื่อเสริมจุดอ่อนของสื่ออื่นๆ ได้ เช่น นำภาพยนตร์โฆษณาตัวจริง หรือเอาโฆษณาเวอร์ชั่นที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์ มาฉายซ้ำบนเว็บไซต์ เพื่อเสริมจุดอ่อนของสื่อโทรทัศน์ที่ผู้ชมเลือกไมได้ว่าจะกลับมาดูโฆษณาชิ้น นี้เมื่อไร รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง

นอกจากนี้ดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งยังช่วยกลบข้อด้อยของงานอีเว้นต์ที่จำกัดจำนวนคน ใช้เทคโนโลยี Live Steam เข้าช่วย ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าสื่อดิจิตัลมีเดียก็ยังมีข้อด้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงมวลชนได้มากเท่ากับโทรทัศน์ หรือไม่สามารถสร้างประสบการณ์ได้เหมือนของจริง 100% แบบงานอีเว้นต์

การใช้สื่อดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งให้ได้ผลจึงต้องอาศัย Mixed Campaign ผสมผสานภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ งานอีเว้นต์ เช่น แคมเปญ Axe Wise Live Chat ที่ให้ผู้บริโภคนำโค้ดที่ได้รับจากการซื้อ Axe มาลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อแชทกับสาว Axe ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยที่ภายในเว็บไซต์เดียวกันยังมีหนังโฆษณาเวอร์ชั่นที่ไมได้ฉายตามสื่อหลัก หรือ Volvo The hunt : The Pirate of the Caribbean ที่กำหนดให้ผู้เล่นตอบคำถามตามปริศนาในแต่ละด่าน และบางด่านผู้เล่นต้องไปรับคำปริศนาที่โชว์รูมวอลโว่ ซึ่งเป็นการบังคับให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับแบรนด์โดยตรง ในประเทศไทยคงมีผู้ที่อยากได้วอลโว่ XC90 กันมาก จึงมียอดผู้ลงทะเบียนเล่นเกมส์นี้ถึง 3 พันคน มากกว่าจำนวนผู้เล่นเกมส์ในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคนี้รวมกันซะอีก

ที่มา : ThaiWorldMedia

6 สิ่งที่เห็นหัวหน้าทำแล้วหมายถึงกำลังฆ่าตัวตาย

6 สิ่งที่เห็นหัวหน้าทำแล้ว หมายถึง เขากำลังฆ่าตัวตายเอง ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ใช่ว่าจะลงกับลูกน้องแล้วช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น แย่ลงก็ได้เช่นกัน

1. Micromanageยุบยิบแม่งไปทุกเรื่อง ลูกน้องหมดกำลังใจได้ แถมลูกน้องก็จะไม่โตซะที จนอาจเกิดความคิดให้หัวหน้าทำเอง

2. Focus on mistakeทำผิดต้องให้แก้ไข ให้เรียนรู้ ไม่ใช่ซ้ำ แนะแนวทางที่ควรจะเป็นให้เขาก้าวต่อไป ถ้าลูกน้องกลัวว่าจะทำผิดแล้วโดนด่า เค้าก็จะใส่เกียร์ว่าง นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลย

3. Dismiss ideaมองข้ามไอเดียของลูกน้อง ไม่สนสิ่งที่เขาเสนอ คิดว่าตัวเองถูก ข้ามบ่อยๆ เค้าก็จะไม่บอกคุณให้คิดเอาเอง

4. Don’t keep your wordการไม่รักษาสัญญา อย่าสัญญาตอนอารมณ์ดี และอย่าลงโทษตอนโมโห ดึงสติเอาไว้ ผิดพลาดไปก็ฆ่าตัวคุณเอง

5. Hold useless meetingไม่มีอะไรก็เรียกประชุมอยู่นั่น มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ ฟุ้งแม่งไปเรื่อย แบบจับต้นชนปลายไม่ได้ มันน่าเบื่อ หัวหน้าควรทำการบ้านมาก่อน ประชุมหัวข้อสำคัญก็พอ

6. Set Unrealistic deadlineวางแผนก่อนสั่งงาน เด็กทำทันมั้ย ถ้าไม่ทัน อย่าโวยวาย งานเก่า เสร็จมั้ย ติดอะไรดูด้วย ถ้ามีผิดพลาด ให้กลับไปอ่านข้อ 2 นะ

ต้นฉบับ : เฟซบุ๊ค Job Machimanond

Affiliate Marketing

ความหมายของการตลาดแบบ Affiliate Marketing คือ การทำการตลาดให้กับเว็บที่ขายสินค้าหรือบริการโดยที่เราสามารถจะช่วยเหลือเว็บเหล่านั้นในการหาลูกค้าที่จะมาซื้อของผ่านหน้าเว็บ โดยเราจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าคอมมิชชั่นตามยอดซื้อของลูกค้าที่เราหามาได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากสินค้าประมาณ 5% – 30% ของราคาขาย

ข้อดีที่สำคัญของ Affiliate Marketing คือ ไม่จำเป็นต้องเขียนเว็บเป็น ไม่ต้องมีสินค้าในมือ ไม่ต้องซื้อสินค้ามาเก็บเพื่อขาย ไม่ต้องส่งของเอง ไม่ต้องบริการหลังการขาย กุญแจสำคัญในการได้เงิน คือ ลงแรงพร้อมกับความรู้ในการหาลูกค้าเพื่อเข้าซื้ออย่างเดียวก็สามารถหารายได้ได้แล้ว

หลักการของ Affiliate ให้ประสบความสำเร็จ

– เข้าใจในตัวสินค้าที่เรากำลังจะขายว่า เหมาะกับใคร และ ใครจะซื้อ รวมถึง ศึกษาข้อมูลว่า คนเหล่านั้น มีพฤติกรรมบนโลกอินเตอร์เนตอย่างไร

– ศึกษาเรื่องโฆษณาต่างๆ โดยเฉพาะโฆษณาแบบ CPC (Cost-Per-Click) ที่ส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่น facebook ads, google adwords, adnetwork ที่ช่วยให้คุณสามารถส่งโฆษณาที่เหมาะสมไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้

ช่องทางทำเงินจาก Affiliate

– Blog เป็นช่องทางที่ดึงดูดง่าย เขียนเรื่องที่น่าสนใจ สัมพันธ์กับตัวสินค้า ทำให้คนที่อ่านมีความต้องการที่จะซื้อ เพิ่มประสิทธิภาพจากเข้าถึงบทความได้จากการเข้าใจเรื่อง SEO กับ SEM เพิ่ม

– ฝาก Link เป็นช่องทางพื้นฐานที่นิยมใช้กันในไทย เพียงแค่เรียนรู้เทคนิคการสร้างตัวคนให้ดังและมีคนสนใจบน Social Network หรือทำให้สิ่งที่กล่าวถึงน่าสนใจ จนมีคนเข้าไปซื้อโดยผ่าน Link ที่คุณส่งให้

ถึง Affiliate Marketing จะเป็นช่องทางที่ง่ายและได้เงินจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องลงแรงเลย ต้องมีความพยายามและตั้งใจในระดับหนึ่งเช่นกัน การมานั่งขอให้คนกด Link ให้ หรือ หาวิธีโกงเพื่อให้ได้ตังค์ จะทำให้คุณเสียเวลาเปล่า แต่สำหรับคนมีความตั้งใจ มีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ จะทำเงินมากมายได้จากระบบนี้

ทฤษฏีสำหรับ E-Commerce และ E-Business

กลยุทธ์ด้านความโปร่งใส (Transparency Theory)

บริโภคจะมี “อํานาจ” ทางด้านข้อมูลสูงขึ้น ในการที่จะค้นหาและเข้าถึงฐานข้อมูล ตลอดจนทราบถึงรายละเอียดของแง่มุมต่างๆ ของสินค้าและบริการที่ต้องการจะตัดสินใจซื้อ สามารถเปรียบเทียบคุณค่า (Value Added) ของสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการทั้งหมด ผ่านทาง Website ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลหมุนเวียนอยู่อย่างมากมาย จนไม่สามารถปิดกั้นผู้บริโภคจากปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป ซึ่งนอกจากจะค้นหาข้อมูลเป็นราย Website แล้วยังจะสามารถเข้า Website ที่แสดงถึงรายการเปรียบเทียบคุณลักษณะต่างๆ ของสินค้าและบริการเฉพาะอย่างนั้นๆ รวมถึงอาจจะมีการแนะนำ และให้คะแนนกับผู้ประกอบการบางรายเพิ่มเติมอีกด้วย เช่นในกรณีที่ Priceline.com ซึ่งจะจัดหาข้อมูลต่างๆเหล่านี้ในการเปรียบเทียบให้ผู้บริโภคทราบอย่างละเอียด จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทําให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในโลกธุรกิจ คุณลักษณะที่โดดเด่นของสินค้าและบริการ จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่สําคัญที่สุดในการ   สร้างความโดดเด่นทางการแข่งขัน

ดังนั้น กลยุทธ์ทางด้านนวัตกรรมและการสร้างความแตกต่าง (Innovation and Differentiation)จะกลายเป็นแนวคิดที่สําคัญที่สุดของธุรกิจในยุคดิจิตอล นอกจากนี้การทําให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ความแตกต่างอย่างโดดเด่นในสินค้าและบริการขององค์การ นับเป็นปัจจัยที่สําคัญไม่แพ้กัน มีผู้กล่าวไว้ว่าหากธุรกิจไม่  สามารถทําให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความแตกต่างในสินค้าและบริการของตนเหนือคู่แข่งขันภายใน 30 วินาที  ลูกค้าจะคลิกไปที่ Website อื่นๆ ทันที (Customers will click away within 30 seconds) โดย 30 วินาทีดัง กล่าวถือเป็นความสนใจโดยเฉลี่ยของลูกค้าในการพิจารณาการซื้อสินค้าจาก Website หนึ่งๆ ซึ่งหากหมดช่วง เวลาดังกล่าวแล้ว ธุรกิจยังไม่สามารถโน้มน้าวไปให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าที่สูงกว่าของผลิตภัณฑ์ของตน ก็จะไม่สามารถได้ลูกค้ารายนั้นกลับเข้ามาเช่นเดียวกัน ดังนั้นแนวคิดทางด้านความโปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบค่อน ข้างมากต่อแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

กลยุทธ์การผลิตขนาดใหญ่สู่การผลิตตามดีมานด์เฉพาะของผู้บริโภค (Mass Production to Demand-Driven and Customization)

จากผลกระทบของแนวคิดความโปร่งใส ทําให้ความโดดเด่นและแตกต่างของสินค้ากลายเป็นสิ่งที่ทวีความสําคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเหนือตัวแปรด้านอื่นๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นกระบวนการในการปฏิบัติการจึงมุ่งเน้นที่การผลิตแบบปรับตามรูปแบบความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม และอาจจะมีการประยุกต์แนวคิดดังกล่าวกับการประยุกต์ต่อดีมานด์เฉพาะบุคคล (Individual Customization) อีกด้วย

การกระทําดังกล่าวจะพบว่ามีความง่ายขึ้นและสามารถนําไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้ เนื่องจากเทคโนโลยีด้าน สารสนเทศที่ทวีความก้าวหน้าในปัจจุบัน ทําให้องค์การสามารถทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนได้ อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งสามารถประยุกต์รูปแบบของกระบวนการผลิตสินค้าที่มีความยืดหยุ่นกับการผลิตเพื่อตอบสนองดีมานด์ที่แตกต่างกันไปแต่ละบุคคลได้ ซึ่งจะทําให้ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ตรงจุด และเป็นการสร้างความแตกต่างในสินค้าและบริการ ในสายตาของผู้บริโภคได้เด่นชัดมากขึ้น

บริษัท GM ได้มีการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีดังกล่าว โดยให้ผู้บริโภคระบุความต้องการถึงออพชั่นและสเปค (Specification) ต่างๆ ที่ผู้บริโภคแต่ละรายต้องการในการสั่งซื้อรถยนต์แต่ละครั้ง ผ่านทาง Website ของบริษัท จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งผ่านออนไลน์ไปยังสายการผลิตเพื่อนํามาเป็นข้อมูลสั่งผลิตทันที นอกจากนี้ข้อมูล ดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภครายนั้น ในอันที่จะใช้ในการคาดการณ์ความต้องการและติดต่อลูกค้ารายนั้นได้อย่างตรงจุดเพื่อสร้างโอกาสในการขายต่อไปในอนาคต

กลยุทธ์ที่ซับซ้อน

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นใน E-Business ส่งผลให้ธุรกิจมีการนําเสนอกลยุทธ์ในรูปแบบที่แตกต่างไป

กลยุทธ์การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Towards the Era of Partnering Strategy)

แนวคิดของกลยุทธ์ด้านความโปร่งใส ด้านนวัตกรรม ตลอดจนการปรับตามแนวคิดของผู้บริโภค แต่ละด้าน (Customization) จะพบว่าผู้ประกอบการต้องผจญกับความยากลําบากในการแข่งขันมากขึ้น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางธุรกิจก็ส่งภัยคุกคามต่อธุรกิจในระดับที่สูงมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความต้องการของตลาดได้ทันท่วงที และจากแนวคิดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ส่งผลให้ธุรกิจจํานวนมากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และตกอยู่ในสภาวะ   “กับดักของการพัฒนานวัตกรรม” (Stuck-in-the-middle) ไม่สามารถจะสร้างนวัตกรรมต่างๆ ได้ทันท่วงทีกับการเปลี่ยนแปลงภายนอก

ดังนั้นกลยุทธ์ด้านการสร้างพันธมิตรระหว่างกิจการกลายเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่ทุกธุรกิจในยุคดิจิตอลจําต้องแสวงหาแนวคิดด้านการหาพันธมิตรจะเริ่มมาจากการพัฒนาระบบของ “คู่ค้าเสมือนพันธมิตร” (Suppliers and Customers as Partners) ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงทั้งสองกลุ่มของคู่ค้าให้เข้ามามีส่วนร่วม ต่อ การดําเนินงานของกิจการ เนื่องมาจากว่าความต้องการของผู้บริโภคที่คาดการณ์ได้ยากลําบาก กลายเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากต่อองค์การ

การนำลูกค้าเข้ามาเป็นเสมือนหนึ่งในการทำงานร่วมกันในองค์การ จะทําให้ธุรกิจทราบความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ตลอดจนคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้แม่นยำ         รวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกัน โดยลูกค้าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจ รวมถึงปัญหาต่างๆ ในการบริโภคสินค้าต่างๆ ของธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับปรุง ดัดแปลงสินค้าและบริการให้เหมาะกับลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนําเอาซัพพลายเออร์รายสำคัญเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการอีกด้วย เพื่อที่จะช่วยในการตอบสนองผู้บริโภคได้ดีขึ้น ซัพพลายเออร์จะทราบถึงความต้องการของลูกค้าขององค์การ และทราบว่าควรจะทํา อย่างไรเพื่อที่จะให้องค์การผลิตสินค้าที่ดีที่สุดในสายตาผู้บริโภคได้ ในกรณีนี้การจัดหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคสุดท้าย (Final Users) ขององค์การ เป็นสิ่งที่คาดหวังอย่างมาก รวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบการผลิตและการดําเนินงานต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มความมั่นคงและแน่นอนของห่วงโซ่ทางด้านซัพพลาย (Supply Chain) จะมีส่วนทําให้องค์การสามารถนําคุณค่าสู่ลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่งขันอีกด้วย

ความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับซัพพลายเออร์และลูกค้าเป็นการทําให้ลดความไม่แน่นอนในการดําเนินงาน เพิ่มคุณค่าต่อสินค้าและบริการ ตลอดจนเพิ่มความจงรักภักดีในตราสินค้าของลูกค้าด้วย

กลยุทธ์การต่อสู้โดยตรง (Frontal Attack)

กลยุทธ์ประเภทนี้จะเป็นการต่อสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน (head-to-head) โดยองค์กรจะเข้าโจมตีในทุกๆจุดของคู่แข่งขัน เพื่อเป็นการสกัดกั้นการเจริญเติบโตและกําจัดคู่แข่งขันให้ออกไปจากตลาดโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตัดราคาในทุกตลาดของการแข่งขัน การออกสินค้าใหม่เพื่อปิดโอกาสทางการตลาดของคู่แข่งขันในทุกส่วนตลาด หรือแม้แต่การจัดโปรแกรมการส่งเสริมการขายอย่างกว้างขวางเพื่อขยายตลาด และลดบทบาทของคู่แข่งขัน โดยทั่วไปกลยุทธ์ดังกล่าวมักจะดําเนินการโดยธุรกิจที่มีอํานาจในการดําเนินงานสูงมีทรัพยากรมาก และต้องการที่จะขจัดคู่แข่งขันรายใหม่จากอุตสาหกรรม เช่น ร้านหนังสือ Barns and Noble ซึ่งเป็นร้านขายปลีกที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้มีการพัฒนา Barnsandnoble.com ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ Amazon.com โดยตรง โดยมีการมุ่งเน้นการแข่งขันในทุกส่วนของตลาดอย่างเข้มข้นกับ Amazon ไม่ว่าจะเป็น ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการขาย และมีการนําเสนอทุกสายผลิตภัณฑ์เพื่อให้ครอบคลุมกับสิ่งที่ Amazon เสนอต่อลูกค้า ซึ่ง Barns and Noble มุ่งหวังว่าจะเอาชนะ Amazon.com ให้เร็วที่สุดเพื่อสร้างฐานะทางการแข่งขันที่สูงขึ้น

กลยุทธ์การเข้าต่อสู้เฉพาะจุด (Flanking Maneuver)

กลยุทธ์นี้ต่างจากการต่อสู้โดยตรง เนื่องจากจะเข้าทําการแข่งขันเฉพาะตลาดที่องค์การคิดว่าคู่แข่งขันมีจุดอ่อนเท่านั้น โดยจะมีการนําเสนอสินค้าและบริการไปในส่วนตลาดที่คู่แข่งขันมีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าตํ่า มีปัญหาทางด้านการดําเนินงานและตอบสนองต่อผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะใช้ทรัพยากร ในการต่อสู้น้อยกว่าการแข่งขันโดยตรงในทุกตลาด และมักจะใช้โดยองค์การธุรกิจที่เป็นผู้ตามในอุตสาหกรรมซึ่งต้องการจะขยายส่วนแบ่งตลาดในจุดที่ตนคิดว่ามีความแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งขัน อาทิเช่น ร้านหนังสือเล็กๆบนเน็ทที่จับเฉพาะกลุ่มตลาด เช่น หนังสือสําหรับเด็ก หนังสือการตกแต่ง หนังสือประเภทวิชาการ ได้ดําเนินการแข่งขันในลักษณะดังกล่าวต่อ Amazon โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละบริษัทที่มุ่งเน้นจับตลาดเฉพาะส่วน (Niche Market) เท่านั้น หรือจะเป็น Website ที่ชื่อ Virtualvineyard.com ที่มุ่งเน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มคนที่ซื้อไวน์ระดับสูง ซึ่งเป็นส่วนตลาดที่ผู้นําในอุตสาหกรรมยังมีจุดอ่อนในการตอบสนองต่อ ลูกค้าในกลุ่ม Top-end อยู่ ซึ่งทาง Virtualvineyard ได้ทําการทุ่มเททรัพยากรที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าว และประสบความสําเร็จในการสร้างตลาดในส่วนนี้ในระดับหนึ่ง

กลยุทธ์ในการสร้างอุปสรรคทางการแข่งขัน (Raising Barriers)

ลยุทธ์ดังกล่าวทําขึ้นเพื่อมุ่งเน้นให้เพิ่มอุปสรรคทางการเข้ามาทําธุรกิจของคู่แข่งขันรายใหม่ โดยทั่วไปผู้ประกอบการปัจจุบันมักจะมีการขยายสายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกส่วนตลาด ซึ่งจะทําให้คู่แข่งขันราย ใหม่หาช่องทางการตลาดเข้ามายากขึ้น เช่น Amazon.com พยายามขยายขอบเขตทางการตลาดของตนให้ครอบคลุมมิใช่แต่เป็นร้านหนังสือบนอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่พยายามพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมด้วย โดยมีสายผลิตภัณฑ์ที่เสนอต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย หรืออาจจะเป็นการเพิ่มความจงรักภักดีในตราสินค้าของธุรกิจโดยการนําเสนอบริการทางการฝึกอบรม เฉพาะทางให้กับลูกค้าราย ใหญ่ ซึ่ง Website ที่ดําเนินงานทางด้านธุรกิจที่ปรึกษาและธุรกิจด้าน Software ต่างๆ มีการใช้เทคนิคดังกล่าวค่อนข้างมาก รวมถึงการใช้เทคนิคให้ทดลองใช้บริการฟรีสําหรับผู้ทดลองใช้ (Trial Users) ซึ่ง Website ทางด้านบริการบันเทิงต่างๆ นํามาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกจากนี้ การพยายามลดความน่าดึงดูดใจ ของอุตสาหกรรม   โดยใช้การลดราคาเพื่อลดส่วนต่างกําไรเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาใหม่ ดังเช่น www.buycomp.com นำมาใช้คือ การที่ประกาศให้ราคาสินค้าของตนตํ่าที่สุดในอุตสาหกรรม จนกระทั่งส่วนต่างกําไรโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายปลีกคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ตไม่น่าดึงดูดใจต่อคู่แข่งรายอื่นๆ

กลยุทธ์ความร่วมมือในรูปแบบของธุรกิจร่วมเสี่ยง (Joint Ventures) และพันธมิตรธุรกิจ  นับว่าเป็นที่นิยมอย่างสูง อาทิเช่น W.H. Smith ร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดร้านหนึ่งในอังกฤษ จัดตั้งธุรกิจร่วมเสี่ยงกับ British Telecom และ Microsoft เพื่อร่วมมือกันอย่าง เช่นภายในธุรกิจให้บริการด้านความบันเทิงและการศึกษาบนเน็ท หรือไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือระหว่าง Dell  Computer กับ Seven-Eleven เพื่อให้บริการค้าปลีกบนเน็ท เป็นต้น เนื่องจากเป็นการยากลําบากที่จะมีเพียง หนึ่งธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโดยตรง

กลยุทธ์การทําธุรกิจบนอินเตอร์เน็ทนับว่าทวีความสําคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งทุกๆ องค์การไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก เมื่อเข้าสู่พาณิชย์อิเลกโทรนิกส์ พรมแดนต่างๆ ก็ดูจะหมดความสําคัญไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการเตรียมตัวของธุรกิจในไทยและเอเชียจึงนับว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดในอนาคต อย่างไรก็ตามในปัจจุบันจะพบว่าระดับชั้นของการเตรียมตัวของธุรกิจในเอเชีย ยังตามหลังประเทศในตะวันตกค่อนข้างมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/B3660795/B3660795.html