ทฤษฏีสำหรับ E-Commerce และ E-Business

กลยุทธ์ด้านความโปร่งใส (Transparency Theory)

บริโภคจะมี “อํานาจ” ทางด้านข้อมูลสูงขึ้น ในการที่จะค้นหาและเข้าถึงฐานข้อมูล ตลอดจนทราบถึงรายละเอียดของแง่มุมต่างๆ ของสินค้าและบริการที่ต้องการจะตัดสินใจซื้อ สามารถเปรียบเทียบคุณค่า (Value Added) ของสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการทั้งหมด ผ่านทาง Website ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลหมุนเวียนอยู่อย่างมากมาย จนไม่สามารถปิดกั้นผู้บริโภคจากปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป ซึ่งนอกจากจะค้นหาข้อมูลเป็นราย Website แล้วยังจะสามารถเข้า Website ที่แสดงถึงรายการเปรียบเทียบคุณลักษณะต่างๆ ของสินค้าและบริการเฉพาะอย่างนั้นๆ รวมถึงอาจจะมีการแนะนำ และให้คะแนนกับผู้ประกอบการบางรายเพิ่มเติมอีกด้วย เช่นในกรณีที่ Priceline.com ซึ่งจะจัดหาข้อมูลต่างๆเหล่านี้ในการเปรียบเทียบให้ผู้บริโภคทราบอย่างละเอียด จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทําให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในโลกธุรกิจ คุณลักษณะที่โดดเด่นของสินค้าและบริการ จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่สําคัญที่สุดในการ   สร้างความโดดเด่นทางการแข่งขัน

ดังนั้น กลยุทธ์ทางด้านนวัตกรรมและการสร้างความแตกต่าง (Innovation and Differentiation)จะกลายเป็นแนวคิดที่สําคัญที่สุดของธุรกิจในยุคดิจิตอล นอกจากนี้การทําให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ความแตกต่างอย่างโดดเด่นในสินค้าและบริการขององค์การ นับเป็นปัจจัยที่สําคัญไม่แพ้กัน มีผู้กล่าวไว้ว่าหากธุรกิจไม่  สามารถทําให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความแตกต่างในสินค้าและบริการของตนเหนือคู่แข่งขันภายใน 30 วินาที  ลูกค้าจะคลิกไปที่ Website อื่นๆ ทันที (Customers will click away within 30 seconds) โดย 30 วินาทีดัง กล่าวถือเป็นความสนใจโดยเฉลี่ยของลูกค้าในการพิจารณาการซื้อสินค้าจาก Website หนึ่งๆ ซึ่งหากหมดช่วง เวลาดังกล่าวแล้ว ธุรกิจยังไม่สามารถโน้มน้าวไปให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าที่สูงกว่าของผลิตภัณฑ์ของตน ก็จะไม่สามารถได้ลูกค้ารายนั้นกลับเข้ามาเช่นเดียวกัน ดังนั้นแนวคิดทางด้านความโปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบค่อน ข้างมากต่อแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

กลยุทธ์การผลิตขนาดใหญ่สู่การผลิตตามดีมานด์เฉพาะของผู้บริโภค (Mass Production to Demand-Driven and Customization)

จากผลกระทบของแนวคิดความโปร่งใส ทําให้ความโดดเด่นและแตกต่างของสินค้ากลายเป็นสิ่งที่ทวีความสําคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเหนือตัวแปรด้านอื่นๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นกระบวนการในการปฏิบัติการจึงมุ่งเน้นที่การผลิตแบบปรับตามรูปแบบความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม และอาจจะมีการประยุกต์แนวคิดดังกล่าวกับการประยุกต์ต่อดีมานด์เฉพาะบุคคล (Individual Customization) อีกด้วย

การกระทําดังกล่าวจะพบว่ามีความง่ายขึ้นและสามารถนําไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้ เนื่องจากเทคโนโลยีด้าน สารสนเทศที่ทวีความก้าวหน้าในปัจจุบัน ทําให้องค์การสามารถทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนได้ อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งสามารถประยุกต์รูปแบบของกระบวนการผลิตสินค้าที่มีความยืดหยุ่นกับการผลิตเพื่อตอบสนองดีมานด์ที่แตกต่างกันไปแต่ละบุคคลได้ ซึ่งจะทําให้ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ตรงจุด และเป็นการสร้างความแตกต่างในสินค้าและบริการ ในสายตาของผู้บริโภคได้เด่นชัดมากขึ้น

บริษัท GM ได้มีการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีดังกล่าว โดยให้ผู้บริโภคระบุความต้องการถึงออพชั่นและสเปค (Specification) ต่างๆ ที่ผู้บริโภคแต่ละรายต้องการในการสั่งซื้อรถยนต์แต่ละครั้ง ผ่านทาง Website ของบริษัท จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งผ่านออนไลน์ไปยังสายการผลิตเพื่อนํามาเป็นข้อมูลสั่งผลิตทันที นอกจากนี้ข้อมูล ดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภครายนั้น ในอันที่จะใช้ในการคาดการณ์ความต้องการและติดต่อลูกค้ารายนั้นได้อย่างตรงจุดเพื่อสร้างโอกาสในการขายต่อไปในอนาคต

กลยุทธ์ที่ซับซ้อน

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นใน E-Business ส่งผลให้ธุรกิจมีการนําเสนอกลยุทธ์ในรูปแบบที่แตกต่างไป

กลยุทธ์การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Towards the Era of Partnering Strategy)

แนวคิดของกลยุทธ์ด้านความโปร่งใส ด้านนวัตกรรม ตลอดจนการปรับตามแนวคิดของผู้บริโภค แต่ละด้าน (Customization) จะพบว่าผู้ประกอบการต้องผจญกับความยากลําบากในการแข่งขันมากขึ้น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางธุรกิจก็ส่งภัยคุกคามต่อธุรกิจในระดับที่สูงมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความต้องการของตลาดได้ทันท่วงที และจากแนวคิดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ส่งผลให้ธุรกิจจํานวนมากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และตกอยู่ในสภาวะ   “กับดักของการพัฒนานวัตกรรม” (Stuck-in-the-middle) ไม่สามารถจะสร้างนวัตกรรมต่างๆ ได้ทันท่วงทีกับการเปลี่ยนแปลงภายนอก

ดังนั้นกลยุทธ์ด้านการสร้างพันธมิตรระหว่างกิจการกลายเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่ทุกธุรกิจในยุคดิจิตอลจําต้องแสวงหาแนวคิดด้านการหาพันธมิตรจะเริ่มมาจากการพัฒนาระบบของ “คู่ค้าเสมือนพันธมิตร” (Suppliers and Customers as Partners) ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงทั้งสองกลุ่มของคู่ค้าให้เข้ามามีส่วนร่วม ต่อ การดําเนินงานของกิจการ เนื่องมาจากว่าความต้องการของผู้บริโภคที่คาดการณ์ได้ยากลําบาก กลายเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากต่อองค์การ

การนำลูกค้าเข้ามาเป็นเสมือนหนึ่งในการทำงานร่วมกันในองค์การ จะทําให้ธุรกิจทราบความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ตลอดจนคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้แม่นยำ         รวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกัน โดยลูกค้าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจ รวมถึงปัญหาต่างๆ ในการบริโภคสินค้าต่างๆ ของธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับปรุง ดัดแปลงสินค้าและบริการให้เหมาะกับลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนําเอาซัพพลายเออร์รายสำคัญเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการอีกด้วย เพื่อที่จะช่วยในการตอบสนองผู้บริโภคได้ดีขึ้น ซัพพลายเออร์จะทราบถึงความต้องการของลูกค้าขององค์การ และทราบว่าควรจะทํา อย่างไรเพื่อที่จะให้องค์การผลิตสินค้าที่ดีที่สุดในสายตาผู้บริโภคได้ ในกรณีนี้การจัดหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคสุดท้าย (Final Users) ขององค์การ เป็นสิ่งที่คาดหวังอย่างมาก รวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบการผลิตและการดําเนินงานต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มความมั่นคงและแน่นอนของห่วงโซ่ทางด้านซัพพลาย (Supply Chain) จะมีส่วนทําให้องค์การสามารถนําคุณค่าสู่ลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่งขันอีกด้วย

ความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับซัพพลายเออร์และลูกค้าเป็นการทําให้ลดความไม่แน่นอนในการดําเนินงาน เพิ่มคุณค่าต่อสินค้าและบริการ ตลอดจนเพิ่มความจงรักภักดีในตราสินค้าของลูกค้าด้วย

กลยุทธ์การต่อสู้โดยตรง (Frontal Attack)

กลยุทธ์ประเภทนี้จะเป็นการต่อสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน (head-to-head) โดยองค์กรจะเข้าโจมตีในทุกๆจุดของคู่แข่งขัน เพื่อเป็นการสกัดกั้นการเจริญเติบโตและกําจัดคู่แข่งขันให้ออกไปจากตลาดโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตัดราคาในทุกตลาดของการแข่งขัน การออกสินค้าใหม่เพื่อปิดโอกาสทางการตลาดของคู่แข่งขันในทุกส่วนตลาด หรือแม้แต่การจัดโปรแกรมการส่งเสริมการขายอย่างกว้างขวางเพื่อขยายตลาด และลดบทบาทของคู่แข่งขัน โดยทั่วไปกลยุทธ์ดังกล่าวมักจะดําเนินการโดยธุรกิจที่มีอํานาจในการดําเนินงานสูงมีทรัพยากรมาก และต้องการที่จะขจัดคู่แข่งขันรายใหม่จากอุตสาหกรรม เช่น ร้านหนังสือ Barns and Noble ซึ่งเป็นร้านขายปลีกที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้มีการพัฒนา Barnsandnoble.com ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ Amazon.com โดยตรง โดยมีการมุ่งเน้นการแข่งขันในทุกส่วนของตลาดอย่างเข้มข้นกับ Amazon ไม่ว่าจะเป็น ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการขาย และมีการนําเสนอทุกสายผลิตภัณฑ์เพื่อให้ครอบคลุมกับสิ่งที่ Amazon เสนอต่อลูกค้า ซึ่ง Barns and Noble มุ่งหวังว่าจะเอาชนะ Amazon.com ให้เร็วที่สุดเพื่อสร้างฐานะทางการแข่งขันที่สูงขึ้น

กลยุทธ์การเข้าต่อสู้เฉพาะจุด (Flanking Maneuver)

กลยุทธ์นี้ต่างจากการต่อสู้โดยตรง เนื่องจากจะเข้าทําการแข่งขันเฉพาะตลาดที่องค์การคิดว่าคู่แข่งขันมีจุดอ่อนเท่านั้น โดยจะมีการนําเสนอสินค้าและบริการไปในส่วนตลาดที่คู่แข่งขันมีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าตํ่า มีปัญหาทางด้านการดําเนินงานและตอบสนองต่อผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะใช้ทรัพยากร ในการต่อสู้น้อยกว่าการแข่งขันโดยตรงในทุกตลาด และมักจะใช้โดยองค์การธุรกิจที่เป็นผู้ตามในอุตสาหกรรมซึ่งต้องการจะขยายส่วนแบ่งตลาดในจุดที่ตนคิดว่ามีความแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งขัน อาทิเช่น ร้านหนังสือเล็กๆบนเน็ทที่จับเฉพาะกลุ่มตลาด เช่น หนังสือสําหรับเด็ก หนังสือการตกแต่ง หนังสือประเภทวิชาการ ได้ดําเนินการแข่งขันในลักษณะดังกล่าวต่อ Amazon โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละบริษัทที่มุ่งเน้นจับตลาดเฉพาะส่วน (Niche Market) เท่านั้น หรือจะเป็น Website ที่ชื่อ Virtualvineyard.com ที่มุ่งเน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มคนที่ซื้อไวน์ระดับสูง ซึ่งเป็นส่วนตลาดที่ผู้นําในอุตสาหกรรมยังมีจุดอ่อนในการตอบสนองต่อ ลูกค้าในกลุ่ม Top-end อยู่ ซึ่งทาง Virtualvineyard ได้ทําการทุ่มเททรัพยากรที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าว และประสบความสําเร็จในการสร้างตลาดในส่วนนี้ในระดับหนึ่ง

กลยุทธ์ในการสร้างอุปสรรคทางการแข่งขัน (Raising Barriers)

ลยุทธ์ดังกล่าวทําขึ้นเพื่อมุ่งเน้นให้เพิ่มอุปสรรคทางการเข้ามาทําธุรกิจของคู่แข่งขันรายใหม่ โดยทั่วไปผู้ประกอบการปัจจุบันมักจะมีการขยายสายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกส่วนตลาด ซึ่งจะทําให้คู่แข่งขันราย ใหม่หาช่องทางการตลาดเข้ามายากขึ้น เช่น Amazon.com พยายามขยายขอบเขตทางการตลาดของตนให้ครอบคลุมมิใช่แต่เป็นร้านหนังสือบนอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่พยายามพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมด้วย โดยมีสายผลิตภัณฑ์ที่เสนอต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย หรืออาจจะเป็นการเพิ่มความจงรักภักดีในตราสินค้าของธุรกิจโดยการนําเสนอบริการทางการฝึกอบรม เฉพาะทางให้กับลูกค้าราย ใหญ่ ซึ่ง Website ที่ดําเนินงานทางด้านธุรกิจที่ปรึกษาและธุรกิจด้าน Software ต่างๆ มีการใช้เทคนิคดังกล่าวค่อนข้างมาก รวมถึงการใช้เทคนิคให้ทดลองใช้บริการฟรีสําหรับผู้ทดลองใช้ (Trial Users) ซึ่ง Website ทางด้านบริการบันเทิงต่างๆ นํามาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกจากนี้ การพยายามลดความน่าดึงดูดใจ ของอุตสาหกรรม   โดยใช้การลดราคาเพื่อลดส่วนต่างกําไรเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาใหม่ ดังเช่น www.buycomp.com นำมาใช้คือ การที่ประกาศให้ราคาสินค้าของตนตํ่าที่สุดในอุตสาหกรรม จนกระทั่งส่วนต่างกําไรโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายปลีกคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ตไม่น่าดึงดูดใจต่อคู่แข่งรายอื่นๆ

กลยุทธ์ความร่วมมือในรูปแบบของธุรกิจร่วมเสี่ยง (Joint Ventures) และพันธมิตรธุรกิจ  นับว่าเป็นที่นิยมอย่างสูง อาทิเช่น W.H. Smith ร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดร้านหนึ่งในอังกฤษ จัดตั้งธุรกิจร่วมเสี่ยงกับ British Telecom และ Microsoft เพื่อร่วมมือกันอย่าง เช่นภายในธุรกิจให้บริการด้านความบันเทิงและการศึกษาบนเน็ท หรือไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือระหว่าง Dell  Computer กับ Seven-Eleven เพื่อให้บริการค้าปลีกบนเน็ท เป็นต้น เนื่องจากเป็นการยากลําบากที่จะมีเพียง หนึ่งธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโดยตรง

กลยุทธ์การทําธุรกิจบนอินเตอร์เน็ทนับว่าทวีความสําคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งทุกๆ องค์การไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก เมื่อเข้าสู่พาณิชย์อิเลกโทรนิกส์ พรมแดนต่างๆ ก็ดูจะหมดความสําคัญไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการเตรียมตัวของธุรกิจในไทยและเอเชียจึงนับว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดในอนาคต อย่างไรก็ตามในปัจจุบันจะพบว่าระดับชั้นของการเตรียมตัวของธุรกิจในเอเชีย ยังตามหลังประเทศในตะวันตกค่อนข้างมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/B3660795/B3660795.html

ข้อดีของ E-Commerce แบบมีและไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

การทำ E-Commerce โดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง และหาเว็บไซต์อื่นช่วยขาย มีข้อดีและเสียต่างกันไป ขึ้นกับความถนัดของแต่ละบุคคลด้วยว่าต้องการมีเว็บไซต์หรือไม่ ?

  1. การทำ E-Commerce โดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง

สำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ หรือมีสินค้าจำนวนไม่มากและไม่กี่ประเภท คุณสามารถค้าขายในโลกออนไลน์อย่างง่ายๆ  โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองเลย เพราะคุณสามารถนำข้อมูลสินค้าหรือบริการของคุณไปลงประกาศไว้ตามเว็บไซต์ที่ให้บริการ ประกาศซื้อ-ขายสินค้าได้ฟรีๆ (E-Classified) หรือตลาดกลางสินค้า (E-Marketplace)  โดยที่คุณไม่จำเป้นต้องมีหน้าเว็บไซต์เลย เพราะหลังจากคุณลงประกาศข้อมูลลงไปแล้ว คุณก็จะมีหน้าแสดงข้อมูลสินค้าคุณง่ายๆ ของคุณเอง และข้อมูลประกาศสินค้าชิ้นนั้นก็จะแสดงอยู่ใน เว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งเว็บไซต์ลักษณะนี้จะมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมากหลายแสนคน ทำให้คุณมีโอกาสขายสินค้าออกไปยังกลุ่มคนเหล่านี้ได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยซักบาท

บริการลักษณะนี้เหมาะสำหรับใคร?

– ผู้เพิ่งเริ่มต้นและอยากทดลองการขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต E-Commerce

– ผู้ที่มีสินค้าที่ไม่มากและไม่กี่ประเภท

– ผู้ที่มีเว็บไซต์อยู่แล้วและต้องการทำโฆษณาขายสินค้าของตนให้คนอื่นๆ รู้จักมากขึ้น

ข้อดี ของการทำอีคอมเมิร์ซโดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

– ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นทำ

– สะดวก ทำได้ด้วยตัวเองได้ทันที

– เข้าถึงคนนับล้านคนได้ทันที เพราะส่วนใหญ่เว็บลักษณะนี้จะมีคนเข้ามาใช้บริการมากอย่แล้ว

– ถ้าขยันประกาศ ทุกวัน หรือไปซื้อโฆษณาประกาศค้างเอาไว้เลย ยิ่งมีโอกาสการขายมากขึ้น

ข้อเสีย ของการทำอีคอมเมิร์ซโดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

– เว็บไซต์ลักษณะนี้จะใส่ข้อมูลสินค้าได้ไม่มากจำกัด และใส่ได้ทีละรายการ

– ต้องเข้ามาลงประกาศอยู่เสมอ เพราะหน้าเว็บไซต์ลักษณะนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ทำให้ประกาศสินค้าของคุณหล่นไปอยู่ด้านล่างๆ หรือหายไป ดังนั้นต้องเข้ามาลงประกาศบ่อย ๆเพื่อให้คนเห็นสินค้าของคุณ

– ไม่มีชื่อเว็บเป็นของตนเอง ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกภายหลังได้ยาก ซึ่งหากมี โดเมนเป็นของตนเองจะสะดวกกว่า

  1. การมีเว็บไซต์ E-Commerce เป็นของตัวเอง

สำหรับท่านที่มีสินค้าเป็นจำนวนมาก และมีหลายประเภท คุณอาจจะต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เพื่อใส่ข้อมูลสินค้าที่มีมากมายหลากหลายประเภท อยู่ในเว็บไซต์คุณ เพราะข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้อยู่ในเว็บไซต์คุณทั้งหมด เพื่อสะดวกต่อลูกค้าในการเข้ามาค้นหาสินค้าหรือซื้อสินค้าของคุณ

ข้อดีของการมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเอง

–  มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง มีชื่อ URL หรือ Domain เป็นของตนเอง ทำให้จดจำได้ง่าย

–  ใส่ข้อมูลสินค้าได้มาก ลงลึกในรายละเอียดสินค้าแต่ละรายการ

–  สามารถเพิ่มระบบชำระเงินที่สามารถ ชำระเงินผ่านเว็บได้ทันที ผ่านบัตรเครดิตหรือธนาคารโดยตรง

–  ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในสิ่งที่คุณต้องการได้ไม่จำกัด

ข้อเสียของการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

–  ต้องมีการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาก สำหรับของคุณโดยเฉพาะ

–  ต้องคอยมานั่งดูแล บริหาร จัดการ เว็บไซต์ โดยอาจจะต้องจ้างหรือจัดทำเอง

–  บางแห่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำ

–  บางครั้งต้องทำการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้ารู้จักเว็บไซต์ของเรา (ซึ่งใช้เวลา-ค่าใช้จ่าย)

การใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป

เป็นบริการจัดทำเว็บไซต์ที่เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพสำหรับ การค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะคุณสามารถจัดทำและบริหารเว็บไซต์นี้ได้ทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษาต่างๆ ในการทำเว็บไซต์เลย เพราะทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้ให้คุณสามารถจัดการเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย เพียงเข้าไปในระบบ และกรอกข้อมูลสินค้า, ราคา รูปภาพ และรายละเอียดเว็บไซต์ที่คุณต้องการลงไป คลิ๊กๆ ไปตามขั้นตอน เพียงไม่กี่นาทีคุณก็จะได้เว็บไซต์ของคุณเอง ที่พร้อมทำการค้ากับทั่วโลกได้ทันที นับว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดทำเว็บไซต์ และสะดวกสำหรับผู้ที่ไม่ความรู้ด้านการทำเว็บไซต์เลย

(1) เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปออนไลน์พร้อมใช้ทันที

เป็นรูปแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป ที่ระบบทั้งหมดอยู่บนเว็บไซต์แล้ว คุณสามารถสมัครใช้บริการผ่านเว็บไซต์ได้ทันที และสามารถบริหารข้อมูลสินค้าภายในร้านค้า หรือข้อมูลร้านค้าผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้ง ซอฟแวร์อะไรพิเศษลงไปในเครื่องของคุณเลย ก็สามารถเริ่มต้นมีเว็บไซต์ได้ทันที บางแห่งมีให้บริการแบบฟรี เช่น บริการของเว็บไซต์ หรือบริการแบบเสียเงิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของบริการที่คุณต้องการใช้

(2) เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปที่ต้องนำมาติดตั้งก่อนใช้

เป็นรูปแบบซอฟแวร์ที่คุณต้องมีการนำมาติดตั้งในเว็บไซต์คุณก่อน ถึงจะสามารถใช้งานและบริหารเว็บไซต์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องการ ความรู้ในการติดตั้งซอฟแวร์และระบบฐานข้อมูล (Database) เพื่อเก็บข้อมูลสินค้าต่างๆ ลงในโปรแกรม บางโปรแกรมอาจจะต้องมีการติดตั้งเพื่อเชื่อมโยงกับพื้นที่ๆ เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ (Hosting) มีทั้งในรูปแบบของซอฟแวร์ฟรี และซอฟแวร์เสียค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้

ผู้ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป

–  ผู้ที่ต้องการเริ่มต้น หรือต้องการความสะดวกสะบายในการมีเว็บไซต์

–  ผู้ที่ต้องการจัดการบริหารเว็บไซต์ด้วยตัวเอง

–  มีเวลาทำจัดทำและบริหารเว็บไซต์

ข้อดีของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป

–  มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ปัจจุบันบางเว็บฟรี

–  มีทุกอย่างพร้อมสำหรับการเริ่มต้นทำ E-Commerce เพราะส่วนใหญ่ได้เตรียมบริการทุกอย่างที่จำเป็นในการเริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ซไว้ให้พร้อมทุกอย่างแล้ว

–  สามารถบริหารจัดการร้านค้าได้จากทุกแห่งทั่วโลก ด้วยตัวเอง ขอแค่มีเพียงอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำได้ทันที

–  สร้างโอกาสการขายสินค้าได้สูง เพราะเหมือนกับไปเปิดร้านค้าไว้ในห้างขนาดใหญ่ เพราะผู้ให้บริการบางแห่ง เป็นตลาดนัดกลางขนาดใหญ่ (E-Marketplace หรือ E-Shopping Mall) อยู่แล้ว และซึ่งหากคุณเปิดบริการด้วยแล้ว สินค้าในร้านค้าของคุณจะเข้าไปแสดงในตลาดกลาง ซึ่งมีคนเข้ามาจับจ่ายซื้อของเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

ข้อเสียของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป

–  มีค่าใช้จ่าย ในการจัดทำ บางที่อาจจะฟรีแต่ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ไม่อิสระ

–  ปรับรูปแบบเว็บไซต์ให้ตรงกับความต้องการของคุณ 100% ไม่ได้ เพราะเป็นรูปแบบที่มีการทำเตรียมพร้อมไว้สำเร็จรูปแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/B3660795/B3660795.html

เริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ E-Commerce ใน 7 ขั้นตอน

การทำธุรกิจขายของออนไลน์ ถ้าแบ่งขั้นตอนตามลำดับความสำคัญจะมีอยู่ 7 อย่างที่ควรกระทำและไม่ควรละเลยขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเพราะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบทั้งหมดได้

  1. การเขียนแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจ เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ริเริ่มจะก่อตั้งกิจการ แผนนี้เป็นผลสรุปหรือผลรวมแห่งกระบวนการคิดพิจารณา และการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนความคิดของผู้ประกอบการออกมาเป็นโอกาสทางธุรกิจแผนธุรกิจเปรียบเหมือนแผนที่ในการเดินทางที่จะช่วยชี้แนะขั้นตอนต่าง ๆ ทีละขั้นตอนในกระบวนการก่อตั้งกิจการ แผนจะให้รายละเอียดต่าง ๆ ทั้งในเรื่องการตลาด การแข่งขัน กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ การคาดคะเนทางการเงิน ที่จะชี้นำผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จ หรือชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนและข้อควรระวัง

แผนธุรกิจที่ดีประกอบด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. สินค้าหรือบริการที่จะขาย
  2. กลุ่มลูกค้าที่คาดหวัง
  3. จุดแข็งและจุดอ่อนของกิจการที่จะทำ
  4. นโยบายการตลาด
  5. วิธีการหรือกระบวนการในการผลิต รวมถึงเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ต้องใช้
  6. ตัวเลขทางการเงิน นับตั้งแต่รายได้ที่คาดว่าจะได้ ค่าใช้จ่าย กำไร ขาดทุน จำนวนเงินลงทุนที่ต้องการและกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้มาหรือใช้ไป

แผนธุรกิจที่ดี เมื่ออ่านแล้วจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้

  1. การก่อตั้งธุรกิจเป็นรูปร่างชัดเจนขนาดไหน เสร็จสมบูรณ์แล้วหรือยัง
  2. ธุรกิจนี้น่าลงทุนหรือไม่
  3. ธุรกิจมีแนวโน้มหรือโอกาสที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่เมื่อแรกตั้งมากน้อยขนาดไหน
  4. ธุรกิจนี้มีความได้เปรียบหรือความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากน้อยเพียงใด
  5. สินค้าที่จะผลิตมีวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพียงใด้
  6. สินค้าที่ผลิตสามารถวางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
  7. วิธีการผลิตและการวางตลาดสินค้านั้น มีทางเลือกอื่น ๆ ที่ประหยัดได้มากกว่าหรือไม่
  8. หน้าที่ต่าง ๆ เช่น การผลิต การจำหน่าย การจัดการทางการเงิน การจัดการคน มีการจัดการที่ดีและเหมาะสมเพียงใด จำนวนและคุณภาพของพนักงานที่ต้องการมีเพียงพอหรือไม่
  1. การจดโดเมน

โดเมนเนม ก็คือ ชื่อของเว็บ (Web address) ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเข้ามาที่เว็บไซต์ของ google คุณกำลังเรียกดูข้อมูลที่ตั้งอยู่ที่ www.google.com. ซึ่ง ‘google.com’ คือ โดเมนเนม ่

ดังนั้นการที่จะเลือกหรือตัดสินใจว่า ควรจะเป็นเจ้าของโดเมนเนมสักชื่อได้แล้วหรือยัง ควรจะพิจารณาจากเหตุผลหลักๆ คือ

(1) เพิ่มความน่าเชื่อถือ ให้กับเว็บ

(2) ง่ายแก่การจดจำและเข้าถึงเว็บ

(3) สร้างความมั่นใจให้กับบุคคลทั่วไป

(4) ป้องกันความผิดพลาดจากการส่งอีเมล์

(5) เปลี่ยนบริษัทผู้ให้บริการเช่าพื้นที่ได้ง่าย

เมื่อนับข้อดีได้ 5 ข้อแล้ว ก็ตกลงใจมีโดเมนเนมเป็นของตัวเองได้แล้ว จ่ายแพงกว่านิดหน่อยก็คุ้มค่า แถมยังหมดห่วงกับปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการจดชื่อโดเมนดอทคอม เช่น GoDaddy.com หรือ NameCheap.com

  1. การจัดทำเว็บไซต์

การออกแบบเว็บที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่าเราต้องการขายอะไร ไม่จำเป็นต้องใช้กราฟฟิกที่เริดหรูเพียงแต่เน้นการเสนอคุณสมบัติของสินค้าของเรานั้นให้ตรงตามลักษณะของสินค้านั้น ๆ เช่น เรายังขายอัญมณีมุกน้ำเค็มสินค้าเดิม สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือ รูปแบบแต่ละแบบที่เห็นและความเด่นชัดของสินค้า รูปภาพที่แสดงให้ลูกค้าดูนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่สำคัญในการโหลดข้อมูลไม่ควรจะช้ามากจนเกินไปเพราะจำทำให้ไม่ดึงดูดความสนใจได้ ควรออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นกันเองกับผู้เยี่ยมชมก็ควรมีสิ่งที่เกี่ยวกับสังคมอินเทอร์เน็ตบ้าง

เพื่อไม่เป็นการมุ่งแต่การขายอย่างเดียวการสร้าง Catalog ในการออกแบบสินค้าเพื่อให้ลูกค้า ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและ มีเงื่อนไขที่หลายรูปแบบ

  1. การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์

การจัดทำเว็บไซต์ในรูปของธุรกิจ E-Commerce ผู้จัดทำต้องสร้างความน่าเชื่อถือทางธุรกิจให้เกิดขึ้น โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

(1) การจัดทำนโยบายการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy)

นโยบายการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) มุ่งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือการทำธุรกรรมต่างๆของบุคคลเท่านั้น ไม่ได้เป็นนโยบายที่มุ่งคุ้มครองความเป็นส่วนตัวทุกอย่างในชีวิตประจำวัน รายละเอียดเพิ่มเติม

(2) เครื่องหมายแสดงความน่าเชื่อถือ (Trustmark)

Trustmark คือสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่แสดงไว้เพื่อประกาศให้ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ทราบว่าเว็บไซต์ของผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติหรือคุณลักษณะต่างๆตามมาตรฐานที่มีการกำหนดโดยองค์กรนั้นๆแล้ว

  1. ระบบการชำระเงิน (Payment System)

ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อสินค้า ในเรื่องการชำระเงินควรมีวิธีการให้ลูกค้าสามารถใช้บริการให้มากที่สุดที่สะดวกกับทั้งทางผู้ค้าและลูกค้า เพราะในบางครั้งลูกค้าต้องการสินค้าของเราแล้ว แต่ไม่สะดวกในเรื่องการชำระเงินก็ไม่ซื้อของจากเราก็ได้ ในการพิจารณาเรื่องวิธีการชำระเงินนั้นให้พิจารณาถึงกลุ่มลูกค้าว่าเป็นใคร เช่นเป็นลูกค้าภายในประเทศ กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน หรือกลุ่มที่อยู่ต่างจังหวัด วิธีที่สะดวกจะมีให้เลือกหลายวิธีทั้งธนาณัติ การโอนเงินทางธนาคาร โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต

ขั้นตอนการชำระเครดิตการ์ดผ่านอินเทอร์เนต

องค์ประกอบในการชำระเงิน 1.ลูกค้า(Customer) 2.ร้านค้า(Merchant) 3.ธนาคารที่ร้านค้าเปิดบัญชีไว้ (Acquiring Bank) 4.ธนาคารผู้ออกบัตร (Issuing Bank)

เมื่อลูกค้าใส่ข้อมูลบัตรเครดิตและกดปุ่ม “ตกลง/ส่ง” ข้อมูลในส่วนของคำสั่งซื้อจะถูกส่งไปยังร้านค้า(1) ส่วนข้อมูลของบัตรเครดิตจะถูกส่งไปที่ระบบการชำระเงินของธนาคารที่ร้านค้าสมัครใช้บริการไว้(2) และถูกส่งต่อไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตรว่ามีวงเงินให้ใช้งานได้หรือไม่ บัตรหมดอายุหรือยัง (3)[แต่ในที่นี้ไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ใช้บัตรนั้นเป็นเจ้าของจริงหรือเปล่า] ถ้าบัตรยังใช้งานได้ก็จะตอบกลับมายังร้านค้าและลูกค้าว่าสามารถทำการชำระเงินในวงเงินดังกล่าวได้

(4-6) หลังจากนั้นลูกค้าต้องกดปุ่มตกลงเป็นลำดับสุดท้ายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อและชำระเงิน เมื่อร้านค้าได้รับการแจ้งการชำระเงินก็จะจัดส่งสินค้าต่อไป(7) และลูกค้าก็ชำระเงินที่ใช้ไปตามรอบบัตรเครดิตปกติ

  1. ระบบการจัดส่งสินค้า

สินค้าจะมี 2 รูปแบบคือ สินค้าที่จับต้องได้ (Tangible Goods) และสินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Goods) ดังนั้นการจัดส่งจึงมี 2 รูปแบบคือ สินค้าที่จับต้องได้ เช่นการส่งพัสดุตามปกติ ส่ง EMS ส่งผ่านผู้ให้บริการรับส่งสินค้า(Courier) เช่นเดียวกันต้องมีให้เลือกทั้งแบบส่งปกติ ส่งด่วน ส่งด่วนพิเศษ ตามความต้องการของลูกค้า ส่วนสินค้าที่จับต้องไม่ได้นั้นการจัดส่งจะทำการส่งผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้เลย เช่นดาวน์โหลดเพลง ซื้อข้อมูล การเป็นสมาชิกดูข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ เป็นต้น

  1. การทำการตลาดออนไลน์

การทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำการประชาสัมพันธ์โปรโมทร้านค้า สินค้าของเราเลย หากรอให้มีลูกค้าเดินเข้ามาพบร้านของเราเอง ก็คงมีเปอร์เซ็นต์น้อยนิด เมื่อลูกค้ามีความต้องการสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือ ค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อหาร้านค้าที่น่าสนใจในราคาที่เขาพึงพอใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปที่หน้าร้าน ในกรณีที่เราเปิดร้านค้าออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ทำการตลาดเลย ก็คงไม่มีใครจะรู้จักการตลาดแบบออนไลน์ หรือ Digital Marketing จึงเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเราได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ขอบคุณบทความจาก : Thai E-commerce Resource Center

8 ทริคเพิ่มยอดขายเว็บขายของออนไลน์

การเพิ่มยอดขายเว็บขายของออนไลน์ หัวใจหลักๆ คือ โปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำเว็บขายของออนไลน์ แต่การไม่ใช้เงินทุนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก มีหลายวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดขายโดยใช้ความตั้งใจของพ่อค้า แม่ค้า โดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงแต่ต้องใช้ความพยายาม

  1. โพสต์ตามเว็บบอร์ดทั่วๆไป ยิ่งโพสต์เยอะ ก็ยิ่งมีคนรู้จักเว็บเราเยอะครับ ผมจัดเวลาโพสต์ตามเว็บขายของทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง เราจะมีคนที่เห็นข้อความโฆษณาของเราและคลิกเข้ามาเพิ่มขึ้นทุกวันครับ ถ้าชำนาญแล้วอาจใช้เวลาเพียงวันละไม่กี่นาที
  2. ทำการแลก Link กับเว็บไซต์ของคนอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเราได้ก็จะดีมาก เช่น ถ้าเราขายเครื่องสำอางค์ ก็ไปแลกลิงก์กับเว็บเครื่องสำอางค์ เป็นต้น เพื่อให้มีผลทางด้าน Search Engine Optimize (SEO) ใครหาใน Google ก็เจอเว็บเราได้อีกทาง แม้จะไม่ใช่อันดับต้นๆ แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้น
  3. สินค้ามีหลากหลาย ที่สำคัญต้องมี “เอกลักษณ์” ที่คนอื่นไม่มี หากมีโรงงานเอง หรือนำเข้าแต่เพียงผู้เดียว ก็จะทำให้มีภาษีดีกว่าคนที่ไปซื้อมาขาย หรืออาจจะไม่ต้องมีโรงงานเอง แต่ไปติดต่อกับโรงงานเพื่อให้ผลิตให้เฉพาะที่เราต้องการสั่งก็ได้ครับ
  4. รูปภาพต้องเยอะ ซื้อขายกันที่รูปภาพ ไม่ค่อยมีใครมานั่งอ่านรายละเอียดก่อนหรอกครับ หากรูปภาพโดนใจ จึงจะอ่านข้อมูลสินค้า รูปต้องเยอะ รูปต้องสวย เห็นได้ชัดเจน ใหญ่พอประมาณ ไม่เล็กกระจิ๋ว ดูแล้วมองภาพออกทันทีว่าสินค้าเราเป็นอย่างไร ส่วนคำอธิบายสินค้าควรเขียนแบบ Unique ไม่เหมือนใคร พอให้คนอ่านเข้าใจก็พอ ไม่ควรก็อปจากต้นฉบับมาตรงๆ เพราะ Google ไม่ชอบ
  5. อัพเดตรูปสินค้าให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าสินค้ามีไม่มาก ใช้วิธีถ่ายรูปในมุมใหม่ๆ เปลี่ยนมุม เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนลูกเล่นไปเรื่อยๆ จำไว้ว่า ณ ตอนนี้อาจจะมีคนเปิดดูเว็บไซต์เราอยู่ก็ได้ แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ บางทีอาจจะเดือนหน้า หรืออีก 3 เดือน หรืออาจจะปลายปีกว่าเค้าจะซื้อของเรา เพราะฉะนั้นต้องมีการอัพเดตสม่ำเสมอ ให้ลูกค้าเห็นถึงความขยันและความเอาใจใส่ มีความเคลื่อนไหวต่างจากเว็บคู่แข่ง
  6. จัดโปรโมชั่นให้น่าเชื่อถือ เหมาะสมกับกาลเวลาและเทศกาล ไม่ใช่แบบว่า ลดโคตรถูก ขาดทุน แถมโคตรเยอะ จะทำให้สินค้าไม่น่าเชื่อถือ อาจจะดูเป็นการหลอกลวงย้อมแมวขายก็ได้
  7. วิธีการชำระเงิน ต้องมีให้หลากหลาย ทั้งโอนเงินเข้าบัญชี เช็ค ธนาณัติ บัตรเครดิต โอนเงินด่วนระหว่างประเทศ ส่งของแล้วจ่ายเงินเลย ฯลฯ ธนาคารที่รับก็ต้องหลากหลาย อย่างน้อยๆ 3 ธนาคารขึ้นไป
  8. ตอบเมล์ลูกค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บันทึกข้อมูลลูกค้าทุกรายไม่ว่าเค้าจะสั่งซื้อมาก-น้อย โทรหาลูกค้าเก่าๆบ้าง ส่งเมล์หาเป็นระยะๆ สอบถามปัญหา ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้า เพื่อแสดงให้เห็นความใส่ใจของเราที่มีต่อลูกค้าทุกคน

ประสบการณ์จากคุณ Pitak ในเว็บ Pantip เขียนไว้ค่อนข้างน่าสนใจเลยนำมาแชร์ให้ทราบกัน ต้นฉบับที่ http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2008/04/B6506594/B6506594.html

3 คลิก ไม่ควรให้ลูกค้าคลิกเยอะ

TIP & Trick อย่างหนึ่งมุ่งสู่การขายเงินล้านไม่ว่าจะบนเว็บหรือเฟซบุ๊ค ซึ่งการทำให้การซื้อขายประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง คือ อย่าให้ลูกค้าคลิกหลายๆ ครั้งจนกว่าจะสั่งซื้อสินค้าเสร็จ ถ้าเป็นไปได้ควรให้จบใน 3 ขั้นตอน หรือ 3 คลิก บวกได้นิดหน่อยแต่อย่าเยอะ

แก่นของ 3 คลิก ไม่ควรให้ลูกค้าคลิกเยอะ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแค่ตีกรอบแนวคิดเรื่องการลำดับความสำคัญในการเข้าเว็บนิดหน่อย แบ่งเป็นสามจุดใหญ่ๆ คือ

  1. คลิกเมื่อเห็นโฆษณา จะช่องทาง Adword, SEO, SEM, Facebook AD, GDN หรืออะไรก็ตาม กดครั้งเดียวเข้าสู่เว็บไซต์หรือแฟนเพจมาตรงหน้าสินค้า
  2. คลิกเมื่อเห็นสินค้าที่ใช่ ส่วนใหญ่จากโฆษณา อาจมีการอ่านรายละเอียดนิดหน่อยหรือดูสินค้า แต่ควรมัดใจไม่ให้ลูกค้าออกนอกเว็บ
  3. คลิกสั่งซื้อสินค้า อาจมีหลายคลิกย่อยๆ หน่อย แต่ก็ไม่ซับซ้อน คงไม่ต้องถึงกับขอประวัติลูกค้าจนเกินความจำเป็น คิดแค่จ่ายเงินได้ ส่งของถึงที่หมายพอ

สามคลิกควรจบ ย้ำว่ากดคลิกเกินได้แต่อย่าให้เกินเยอะครับ เวลาคนเราจะซื้อของมีโอกาสเปลี่ยนใจได้ทุกวินาที ยิ่งเปิดหลายหน้าอาจทำให้เสียลูกค้าได้

3 สิ่งที่ควรระวังเมื่อตั้งชื่อแฟนเฟจเฟซบุ๊ค

สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องออนไลน์ จะด้าน SEO หรือด้าน Facebook คงพอทราบว่ายิ่งเราตั้งชื่อแฟนเพจให้ใครเคียงกับการค้นหาผ่าน Google หรือ Facebook มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนค้นหาเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น

  1. ตั้งชื่อเพจด้วย Keyword

เพจที่ตั้งชื่อเป็น Keyword ที่ผู้คนมักใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการประเภท ไม่ว่าจะค้นหาใน Google หรือค้นหาใน Facebook ก็ตาม เพจที่ตั้งชื่อเป็น Keyword แบบนี้จะไม่ใช่แบรนด์ครับ แต่จะเป็น “วลี” ส่วนใหญ่จะเป็นวลียาวๆ เพราะว่าใส่ Keyword ไปหลายคำ บ้างก็ใช้ชื่อเพจอธิบายคุณประโยชน์ของสินค้า

เมื่อเราลงมาทำตลาดบน Facebook ผู้คนจะเห็นโพสต์จากเพจของเราที่ฟีดข่าวของแต่ละคน ถ้าเพจของเรามีชื่อเป็น Keyword สิ่งที่ผู้คนเห็นก็คือ “วลี” ที่ลอยไปลอยมา ไม่ใช่แบรนด์ครับ แต่จะเป็นโพสต์รกๆ ผู้คนจะไม่รู้จักแบรด์ของเรา ก้าวแรกของการสร้างแบรนด์ต้องทำให้ผู้คนรู้จักมักคุ้นกับแบรนด์ของเราเสียก่อน

แม้ว่าเราจะมีความสามารถในการทำให้ผู้คนเห็นโพสต์ของเราวันละเป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้านคน ก็จะไม่มีใครรู้จักแบรนด์ของเราว่าคือแบรนด์อะไร จะทำให้เสียเงินค่าโฆษณา, เสียแรง และเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย อย่าลืมว่าเราต้องมีแบรนด์ให้คนอื่นจำ

  1. ตั้งชื่อเพจด้วย Brand Name

เพจที่ตั้งชื่อเป็น “ชื่อของตราสินค้า” นั่นเองครับ ชื่อเพจแบบนี้ถ้ามองในแง่ของการสร้างแบรนด์ถือว่าดีกว่าชื่อเพจแบบ Keyword ครับ เพราะอย่างน้อยก็ยังทำให้คนรู้จักแบรนด์ของเราว่าคือแบรนด์อะไร

ข้อเสียของการตั้งชื่อเพจเป็น Brand Name คือ ใครๆก็สามารถตั้งชื่อเพจเหมือนกันกับเราได้ จะทำให้ผู้คนสับสนว่าอันไหนคือของเรา ยิ่งถ้าเราดังอาจมีคนสร้างเพจปลอมขึ้นมาจนทำให้ผู้คนสับสนได้ ดังนั้น เราต้องรู้ว่าจะตั้งชื่อเพจอย่างไรจึงจะเป็นแบรนด์และคนปลอมไม่ได้

การสร้างแบรนด์บน Facebook คือการทำให้เพจของเรา (แบรนด์ของเรา) ต่างจากเพจของคนอื่น (ต่างจากแบรนด์ของคนอื่น) ถ้าเพจของคนอื่นเหมือนเพจของเรา หรือมีความใกล้เคียงกันมาก จนทำให้ผู้คนสับสน แยกแยะไม่ออกว่าใครคือใคร แบรนด์ของเราก็จะมีปัญหาอย่างแน่นอน

  1. ตั้งชื่อเพจตามโดเมน

โดเมน คือ ที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง โดยเราต้องเสียเงินซื้อแต่ละปีไม่กี่ร้อยบาท จากนั้นก็จะตั้งค่าให้มันชี้ไปที่ใดก็ได้ครับ เช่น ในกรณีที่เราใช้เพจแทนเว็บไซต์เราก็ตั้งค่าให้มันชี้ไปที่เพจของเรา  โดเมนเป็นเหมือนหมายเลขบัตรประชาชนของคนเราครับ จึงไม่มีใครมาซ้ำกับเราได้โดยไม่จำเป็นต้องเช่าเซิร์ฟเวอร์ก็ได้ วัตถุประสงค์เพื่อการค้าทางเฟซบุ๊คนั่นเอง

ตัวเลือก 3 ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการ Branding แต่ถ้ากังวลว่าคนจะหาเราไม่เจอจาก Google หรือ Facebook Search ก็ลองพิจารณาข้อ 1-2 ไว้ก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : Branding.co.th

5 สิ่งที่ควรทำ เมื่อตั้งเป้าขายสินค้าบน Facebook

การปั้น Fanpage ให้ดังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีความตั้งใจและเข้าใจกลไกการสร้างแบรนด์ของตัวเองให้เหนือกว่าผู้ค้ารายอื่น หลักๆ มี 5 ข้อที่ควรทราบก่อน

  1. ต้องปั้นเพจให้โต

ไม่ใช่การทำให้คนมากดไลค์เพจเยอะๆ แต่ต้องทำให้คนเห็นโพสต์เยอะๆ เมื่อมีคนเห็นโพสต์เยอะๆ จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ชอบเรื่องราวของเราแล้วกดไลค์เพจ จะทำให้เพจของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับเพจที่ซื้อไลค์สร้างภาพ

เพจที่ซื้อไลค์จะได้แค่ไลค์ แต่จะไม่ได้ใจ คือจะมีแค่แฟนเพจ แต่จะไม่มีแฟนคลับ ถ้าเรามองเฟซบุ๊คออก ไม่ว่าเราจะปั้นเพจไหนก็จะโตเพจนั้น และที่สำคัญ เพจของเราจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีคนคิดว่าเราซื้อไลค์ ทั้งๆที่เราไม่ได้ซื้อ (วันแรกก็เริ่มโตแล้ว)

ถ้าจะทำมาหากินบน Facebook อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เราจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาศึกษาวิธีการปั้นเพจอย่างจริงจัง นี่คือเรื่องพื้นฐานที่เราต้องทำให้ได้ เพราะถ้าเราปั้นเพจไม่เป็นก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น

  1. ต้องทำให้คนรู้จัก

ถ้ายังไม่มีใครรู้จักแบรนด์ของเรา อย่าเพิ่งรีบขายอะไรทั้งสิ้น ต้องทำให้คนรู้จักมักคุ้นกับแบรนด์ของเราก่อน “แค่เห็น” กับ “รู้จัก” นั้นต่างกันมาก แบรนด์ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ทั้งบุคลิกและนิสัยใจคอ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ ถ้าสร้างการรับรู้แบรนด์ไม่ได้ ก็สร้างแบรนด์ไม่ได้

การทำให้ผู้คนรู้จักมักคุ้นกับแบรนด์ของเรา เป็นเรื่องของการนำส่วนประกอบต่างๆของแบรนด์ เช่น ชื่อแบรนด์, โลโก้, สี และอื่นๆ ไปไว้ในส่วนต่างๆ ของเพจ เพื่อให้แบรนด์มีตัวตนที่ชัดเจน ถ้าตัวตนของแบรนด์ไม่ชัด ผู้คนก็จะไม่รู้จักแบรนด์

ตัวอย่าง : หากเราตั้งชื่อเพจเป็นคีย์เวิร์ด เท่ากับว่าเพจของเราไม่มีแบรนด์ เพจของเราก็จะเป็นแค่เพจขายของธรรมดาทั่วๆไป จะไม่ใช่แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ จะเป็นเพียงวลียาวๆรกๆ ที่เต็มไปด้วยคีย์เวิร์ดหรือคำอธิบายประโยชน์ของสินค้า

เมื่อโพสต์ของเราวิ่งผ่านตาใครก็จะไม่มีใครรู้จักว่าคือแบรนด์อะไร ถึงแม้ว่าเราจะสามารถทำให้คนเห็นโพสต์วันละเป็นหมื่นเป็นแสนหรือเป็นล้านคน ก็จะเสียเที่ยวทั้งหมด เพราะไม่มีใครรู้จักแบรนด์ แบบนี้ถือว่าไม่ได้สร้างแบรนด์

  1. ต้องทำให้คนรักและไว้ใจ

ความน่าไว้ใจ เป็นสิ่งที่อยู่สูงกว่าความน่าเชื่อถือ การทำให้ผู้คนไว้วางใจ ต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นพื้นฐาน จึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีสร้างความน่าเชื่อถือ แม้ว่าเราจะไม่มีเว็บไซต์ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ เพราะมันไม่เกี่ยวกับว่าเราใช้อะไรเป็นช่องทางในการทำตลาด แต่มันเกี่ยวกับว่าเราทำยังไงกับมัน

เพื่อให้เรามีความน่าเชื่อถือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและเสียภาษี (เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ใครๆ ก็ทำได้) เพราะถ้าแบรนด์ของเราไม่ถูกกฎหมายและไม่เสียภาษี แล้วใครที่ไหนจะมาเชื่อถือแบรนด์ของเรา เมื่อผู้คนไม่ให้ความเชื่อถือ เราก็จะไม่ได้ขาย

เมื่อแบรนด์ของเรามีความน่าเชื่อถือแล้ว ต่อไปก็เป็นการสร้างความน่าไว้ใจ ข้อนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของแบรนด์ล้วนๆ มันคือกุญแจไขหัวใจของผู้คน ให้เปิดรับข้อมูลจากแบรนด์ของเรา โดยแบรนด์ต้องทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมจนเป็นนิสัย ต้องมีคุณธรรมนำการค้า (ไม่ใช่การเสแสร้ง)

แบรนด์ต้องแสดงให้ผู้คนเห็นว่าแบรนด์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ไม่ใช่การสร้างภาพ) ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้า ต้องอิน ต้องทุ่มเท โดยทั้งหมดต้องแสดงออกอย่างคงเส้นคงวา เพราะลูกค้าต้องการที่พึ่งระยะยาว แบรนด์ต้องเสนอตัวเป็นที่พึ่งระยะยาวให้กับลูกค้า จึงจะได้รับความไว้วางใจ

  1. ต้องทำตัวให้มีราคา

อย่ายัดเยียดข้อมูลสินค้าจนน่ารำคาญ การทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ดีต่อแบรนด์ถือเป็นการทำลายแบรนด์ จะทำให้ข้อมูลสินค้ากลายเป็นขยะ ไม่มีใครสนใจ อย่ามุ่งแต่ทำให้คนเห็นโพสต์เยอะๆ โดยไม่สนใจว่าคนเห็นแล้วรักหรือว่าเห็นแล้วเกลียด

อย่าขายสินค้า แต่ให้สร้างแบรนด์ แล้วขายแบรนด์ เพราะถึงแม้จะเป็นสินค้าคุณภาพสูงระดับเทพก็จะขายยาก หากเป็นแบรนด์ที่ผู้คนยังไม่รู้จักและเป็นแบรนด์ที่ผู้คนยังไม่ไว้ใจ (คนยังไม่ให้ราคา) ในขณะที่บางเพจที่ขายสินค้าแบรนด์ดังลูกค้าแย่งกันซื้อก็มี ดังนั้น

– สิ่งที่ปิดการขายคือแบรนด์ ไม่ใช่ตัวสินค้า

– สิ่งที่ทำให้สินค้ามีราคาสูงคือแบรนด์ ไม่ใช่ตัวสินค้า ถ้าอยากขายสินค้าให้ได้ราคาก็ต้องสร้างแบรนด์ให้ดัง

– สินค้าแบรนด์ดัง ถ้าแกะโลโก้ออกไปให้หมด ให้เป็นสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ ก็จะไม่มีใครอยากซื้อในราคาสูงๆ

– แท้จริงแล้วผู้คนซื้อความหมายในการใช้งานของแบรนด์ เพื่อบอกให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน และซื้อความมั่นใจจากแบรนด์ เพราะต้องการแน่ใจว่าจะไม่ผิดหวัง ส่วนประโยชน์ในการใช้สอยสินค้าโดยตรงนั้นแทบจะเป็นประเด็นรอง

ตัวอย่างที่ 1 : มีคนสองคนขายสินค้าแบรนด์ดังของแท้และเป็นสินค้าตัวเดียวกัน คนแรกเปิดร้านขายในตึกแถว คนที่สองเปิดร้านหรูในห้างหรู (คำถาม : คนจะซื้อสินค้าตัวนี้กับใคร?)

ตัวอย่างที่ 2 : มีคนสองคนขายพระเครื่องรุ่นดังของแท้องค์เดียวกัน คนแรกเป็นใครก็ไม่รู้ คนที่สองเป็นเซียนพระที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดี (คำถาม : คนจะซื้อพระกับใคร และใครจะขายพระองค์นี้ได้ราคาสูงกว่ากัน?)

จากตัวอย่างทั้งสองจะเห็นว่าความสำคัญอยู่ที่คนขาย (Brand) ไม่ใช่ตัวสินค้า (Product) แต่สินค้าต้องเป็นของดี เพื่อไม่ให้เสียชื่อคนขาย (เพื่อไม่ให้เสียแบรนด์) และเพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำหรือบอกต่อ เพราะธุรกิจอยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำ ไม่ใช่ลูกค้าจร

  1. ต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อน

ส่วนหนึ่งของการให้บริการอย่างเป็นเลิศ คือการทำให้ลูกค้าประหยัดเวลา สะดวกสบาย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน จึงต้องรู้จักโครงสร้างพื้นฐานของ Facebook ที่แสดงผลในทุกอุปกรณ์ แล้วประยุกต์ให้ลูกค้าเข้าใจง่ายที่สุดเมื่อดูบนมือถือ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ใช้ Facebook บนมือถือ

ตามความเชื่อของผม สิ่งที่ปิดการขายคือแบรนด์ (แบรนด์ คือ ภาพรวมของธุรกิจ) ดังนั้น เราต้องทำให้ผู้คนที่กำลังไถมือถือเล่น Facebook กันอยู่ สามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ในคลิกเดียว

ที่มา : เพจ Branding.co.th

10 คำถามก่อนจะสร้างแบรนด์บน Facebook

ยุคที่การแข่งขันดุเดือดทาง E-Commerce ดุเดือดมากๆ นั้น การสร้างแบรนด์และบริษัทถือเป็นเรื่องจำเป็นมากเพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าของเราแทนคู่แข่ง แต่ก่อนจะเริ่มสร้างควรคำนึงและหาวิธีสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะทำให้แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร

1. แบรนด์คืออะไร ทำไมต้องสร้างแบรนด์ สร้างแบรนด์แล้วจะได้อะไร

2. กลยุทธ์ในการตั้งชื่อแบรนด์และตั้งชื่อบริษัท ให้เกิดง่ายและโตเร็ว โดยใช้ทุนน้อยที่สุด

3. กลยุทธ์ในการออกแบบโลโก้ให้เหมาะต่อการใช้งานบน Facebook เพื่อให้ผู้คนรู้จักและจดจำได้ง่าย

4. กลยุทธ์ในการใช้เพจแทนเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์

5. กลยุทธ์ในการสร้างความน่าเชื่อถือบน Facebook ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีเว็บไซต์ เราก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้

6. การทำธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียวอย่างถูกกฎหมายและเสียภาษี ไม่ใช่เรื่องยาก ทุนน้อยก็ทำได้

7. สร้างเพจอย่างไรให้เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ไม่ให้เป็นแค่เพจขายของ

8. กลยุทธ์ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ทำให้คนรู้จัก และกลยุทธ์ในการสร้างแฟนคลับทำให้คนชอบ

9. มีวิธีการทำตัวให้มีคุณค่า คือ ทำอย่างไรผู้คนจึงจะให้ราคาแบรนด์ของเรา

10. กลยุทธ์ในการซื้อโฆษณาบน Facebook อย่างไรจึงควรจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

ฟังดูเหมือนจะยาก แต่ถ้าเข้าใจแก่นของการสร้างแบรนด์และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเราเองที่แตกต่างจากคนอื่น

เว็บ E-Commerce ในจีน

เว็บ E-Commerce ในจีนในเครือของอาลีบาบามีอยู่หลายเว็บที่น่าสนใจ

Alibaba.com
เป็นเว็บไซต์ภาษาอังกฤษขายส่งสินค้า (B2B) (Business to Business) มุ่งเน้นการค้าระหว่างผู้ผลิตจีนและผู้จัดซื้อในต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ

Aliexpress.com
เป็นเว็บไซต์ขายส่งสินค้า (B2B) (Business to Business)
มุ่งเน้นการค้าระหว่างผู้ผลิตจีนและผู้จัดซื้อในต่างประเทศ หรือต่างประเทศไปต่างประเทศ เว็บไซต์ Aliexpress.com ซึ่งเป็นเว็บขายปลีกที่มีความปลอดภัยในการซื้อขายสูงโดยเน้นการซื้อปลีกใน ราคาส่ง ผู้ซื้อสามารถมั่นใจในระบบการชำระเงินได้ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง โดย Aliexpress ใช้ระบบ Escrow ตัวเว็บเป็นภาษาอังกฤษ

1688.com
เป็นเว็บไซต์ขายส่งสินค้าในจีนโดยเฉพาะ (B2B) (Business to Business)
เป็นโดเมนเนมใหม่ของ alibaba.com ภาคภาษาจีนที่จะเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจค้าส่ง-ปลีกในจีนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านระบบอีคอมเมิร์ส 1688.com ดึงดูดผู้ประกอบการในขั้นผู้ผลิตทุกรูปแบบ ตั้งแต่โรงงาน เจ้าของแบรนด์ และผู้ค้าส่งขนาดใหญ่เข้ามาตั้งร้านค้าบนเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วประเทศเข้ามาทำการซื้อขายบนเว็บไซต์นี้ โดยอาศัยฐานจากกลุ่มผู้ค้าปลีก/ ผู้บริโภคจากเว็บไซต์ taobao.com

Taobao.com
เป็นเว็บไซต์ขายปลีก E-commerce ในจีน แบบ C2C (Customer to Customer) เถาเป่าต้องการให้เถาเป่าเป็นเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศจีนได้อย่างเต็มรูปแบบเนื่องจาก เถาเป่าไม่เก็บค่าบริการใด ๆ จากสมาชิก ทำให้สมาชิกสามารถขายสินค้าได้ในราคาถูก

Tmall.com
แหล่งรวมแบรนด์ดังอันดับต้น ๆในประเทศจีน ซึ่งสินค้าในทีมอลล์จะไม่มีสินค้าเลียบแบบลิขสิทธิ์หรือสินค้าย้อมแมวปะปนอยู่ โดยปัจจุบัน ทีมอลล์ ได้แยกตัวออกมาเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของอาลีบาบาอย่างเป็นทางการ
ทีมอลล์ต่างจากสินค้าในเถาเป่าอย่างไร คำตอบคือสินค้าในทีมอลล์ มีคุณภาพสูงกว่า มาตรฐานดีกว่า บริการดีกว่า และน่าเชื่อถือมากกว่าผู้ขายในเถาเป่า อย่างไรก็ตามสินค้าใน tmall.com ส่วนใหญ่จะราคาแพงกว่า taobao.com

Alipay.com
เว็บไซต์ทำธุรกรรมทางการเงินซื้อขาย จ่ายเงินต่างๆทั่วประเทศจีน
หนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Taobao.com เนื่องจากในขณะที่อีเบย์มี Paypal เป็นอาวุธสำคัญในการการันตีความปลอดภัยในการชำระเงิน ทำให้ธุรกิจของอาลีบาบาครบวงจรในเรื่องการช้อปปิ้ง

แนวโน้มอีคอมเมิร์ซไทย โตขึ้นในปี 2560

ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้วิเคราะห์น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจ B2B B2C ในไทย น่าสนใจ คือ มีการนำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มช่องทาง ในการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ หรือที่เรียกว่า ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)

ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) มีการดำเนินการอยู่ 3 ประเภท

B2B (Business to Business) คือ การทำธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจด้วยกัน

B2C (Business to Customer) คือ ระหว่างภาคธุรกิจกับผู้บริโภค

B2G (Business to Government) คือระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ

การทำธุรกิจ e-Commerce เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีเงินทุนน้อยและต้องการลดต้นทุน เพราะเพียงแค่มีเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์ ก็เปรียบเสมือนว่าคุณมีร้านค้าอยู่ทั่วโลกและสามารถเปิดการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง รวมทั้งให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ในอดีตการทำธุรกิจการค้านิยมกันเพียงการขายผ่านทางหน้าร้านเท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการร้าน การจ้างคนดูแล หน้าร้าน ค่าเช่าพื้นที่ ข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเปิดร้าน ทำเลที่ตั้งร้านค้า ซึ่งในการตั้งร้านค้าในรูปแบบเดิมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้เฉพาะลูกค้าในพื้นที่นั้นเท่านั้น

ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ ได้กล่าวว่า สินค้าและบริการประเภทไหนที่ควรทำในรูปแบบของ e-Commerce คำตอบคือ สินค้าทุกชนิดสามารถนำมาทำได้ แต่ขึ้นอยู่ว่าสินค้าชนิดนั้นจะได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน การทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็ตามสิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ก่อนว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของเรา และสินค้าที่จะขายเหมาะกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน และลูกค้ากลุ่มนั้นมีโอกาสมากน้อยในการเข้าถึงเทคโนโลยี จากการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2554 ยังพบอีกว่า มีคนที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่เคยจองหรือซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 3.8 โดยมีสินค้าและบริการที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด คือ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ร้อยละ 30.8รองลงมาคือ e-Ticket ร้อยละ 14.8 หนังสือ และ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าสุขภาพ ร้อยละ 13.4 และ 13.3 ตามลำดับ

ถ้าพิจารณาอายุของผู้ที่ซื้อหรือจองสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานคือ อายุ 25 – 49 ปี ร้อยละ 68.8 และ ร้อยละ 57.0 มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 3,000 บาท

ที่มา : http://www.nso.go.th/