Facebook for Business สร้างเพจเพื่อธุรกิจ

การสร้างแฟนเพจเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน ธุรกิจขนาดเล็กหรือไม่แสวงหาผลกำไร สามารถทำได้ทั้งนั้น เพียงแค่กดสร้างเพจแล้วทำตามขั้นตอนที่ระบบ Facebook สอน ก็จะได้เพจส่วนตัวของเรา

ผู้คนทั่วโลกเข้าสู่ Facebook เพื่อเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัว และสิ่งที่สำคัญกับตน รวมทั้งธุรกิจต่างๆ ด้วย

เพจของคุณจะช่วยทำการตลาดให้ธุรกิจของคุณและเป็นแหล่งข้อมูลสินค้าและการ บริการที่คุณนำเสนอ ลูกค้ายังจะได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่คุณโปรโมทในฟีดข่าวซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลาบน Facebook ที่ดีที่สุดก็คือคุณสามารถใช้เพจได้ฟรี ทำง่าย แถมยังช่วยให้ผู้คนค้นหาคุณเจอบน Facebook และในเว็บอีกด้วย

สร้างมาเพื่อธุรกิจและอุปกรณ์เคลื่อนที่

ในแต่ละเดือน มีผู้คนจำนวนมหาศาลยัง Facebook Page ทางคอมพิวเตอร์และมีผู้คนเข้าชมเพจจากสมาร์ทโฟนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เหตุนี้ การทำให้ธุรกิจเข้าถึงได้จากอุปกรณ์เคลื่อนที่จึงทวีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เพจใช้งานได้ดีเยี่ยมบน อุปกรณ์เคลื่อนที่และทำให้คุณสื่อสารกับลูกค้า ช่วยลูกค้าทำการซื้อ และเรียกให้ลูกค้ากลับมาหาคุณอีกได้อย่างง่ายดาย แอพตัวจัดการFacebook Pageช่วยให้คุณจัดการเพจและตอบลูกค้าได้รวดเร็วทุกที่

Facebook Pageทำให้ลูกค้ารู้ข้อมูลธุรกิจและเริ่มใช้สินค้าและการบริการของคุณได้ง่าย และเรากำลังเพิ่มคุณสมบัติที่รองรับเป้าหมายธุรกิจเฉพาะสำหรับธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใดก็ตาม

เพจช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการดำเนินการ

คุณสามารถใช้เพจแสดงสินค้าและการบริการ รวมทั้งปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการแบบที่เห็นได้ชัดเพื่อช่วยให้ลูกค้าทำธุรกิจ กับคุณ และคุณสมบัติในการรับส่งข้อความแบบใหม่ที่ใช้ง่ายยังให้คุณเชื่อมต่อกับ ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้การบริการและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

ทำความรู้จักลูกค้าและเติบโตต่อไป

หากสงสัยว่าเพจของคุณ ช่วยสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้ดีแค่ไหน ข้อมูลเชิงลึกของ Facebook Page จะช่วยแนะแนวทางให้คุณเห็นว่าคุณกำลังบรรลุเป้าหมายได้ดีเพียงใด

และได้เห็นว่าผู้คนค้นพบเพจของคุณเจอได้อย่างไร รวมทั้งข้อมูลประชากรศาสตร์แบบต่างๆ เช่น อายุ เพศ ตำแหน่งที่ตั้ง และอีกมากมาย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้คุณเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของคุณเองได้ดีขึ้น เพื่อติดต่อกับลูกค้าและโปรโมทธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

Dynamic Product Ads คืออะไร

Dynamic Product Ads (DPA) ฟีเจอร์หนึ่งของทาง Facebook ที่ใช้สำหรับเว็บ eCommerce ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการโฆษณาสินค้าจำนวนมากและให้น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อ

ข้อดีของ Dynamic Product Ads

  • ลดเวลาการทำงาน งานหลายอย่างลดเวลาลง เช่น การสร้างแบนเนอร์ การเซ็ตแอดสินค้าที่ละตัว ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นปัญหาใหญ่ของเว็บไซต์ที่มีสินค้าจำนวนมากเป็นหลักหมื่นหรือแสน SKUs ซึ่งฟีเจอร์ DPA นี้จะทำให้เราเซ็ตแอดครั้งเดียวโดยที่แอดจะไปดึงสินค้าที่ตรงกับ Audience ขึ้นมาให้โดยอัติโนมัติ
  • Cross-Device โฆษณาที่เซ็ตผ่าน DPA จะสามารถแสดงไปยังยูสเซอร์คนเดียวกันผ่านได้ทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเดสก์ท็อป แท็ปเล็ต และโทรศัพท์มือถือ แม้ว่ายูสเซอร์จะเข้าเว็บไซต์ของเราผ่านเดสก์ท็อปเท่านั้น ตรงนี้นับเป็นจุดแข็งของการทำ Dynamic retarget ผ่านเฟซบุ๊คแพลตฟอร์ม เนื่องจากเฟซบุ๊คเป็น user-based retargeting ซึ่งการทำ Dynamic remarketing ของ Google จะไม่สามารถทำได้
  • Conversion rate ที่ดีกว่า เนื่องจากฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราสามารถแสดงสินค้าที่ตรงกับความสนใจเป็นรายบุคคล จึงมีโอกาสที่เกิดการซื้อสินค้าได้ง่ายกว่าการซื้อแบนเนอร์แบบปกติทั่วไป ที่หลายครั้งมักจะไม่ตรงกับความสนใจจริงๆ ของ Audience

การเซ็ตอัพ DPA

  1. อัพโหลด Product Catalog ทางเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต้องสร้างไฟล์ XML product feed ขึ้นมาเพื่ออัพโหลดขึ้นไปในระบบของเฟซบุ๊คเพื่อให้เฟซบุ๊ครู้จักสินค้าทุก ตัวในเว็บไซต์ ซึ่งโดยปกติแล้ว feed นี้ควรจะมีการอัพเดททุกวันเพื่อให้เฟซบุ๊ครู้ว่ามีสินค้าอะไรมาใหม่ อะไรไม่ขายแล้ว รวมถึงตัวเลข stock สินค้า ซึ่งจะช่วยเฟซบุ๊ครู้ว่าสินค้าตัวไหนไม่ต้องแสดงเนื่องจาก stock หมดเป็นต้น ซึ่งการอัพโหลดจะต้องทำผ่าน account ที่เป็น Business manager เท่านั้น
  2. กำหนด Facebook Pixel วางพิกเซล “กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง” (Custom Audience) ลงบนเว็บไซต์ของคุณ (หรือเหตุการณ์เกี่ยวกับแอพในกรณีที่คุณมีแอพ) และปรับเปลี่ยนพิกเซลนั้นให้รายงานผลเมื่อมีการรับชม หยิบใส่ตะกร้า และซื้อ ID ผลิตภัณฑ์จากแค็ตตาล็อกของคุณ พิกเซล “กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง” ของคุณเป็นพิกเซลเดียวกับที่ใช้ในการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเองบนเว็บไซต์ คุณสามารถค้นหาโค้ดพิกเซลของคุณได้ในบัญชีผู้ใช้โฆษณาของคุณภายใต้แท็บ “กลุ่มเป้าหมาย”
  3. สร้าง Ads template ส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับกำหนดวิธีการแสดงโฆษณาของ DPA ซึ่งจะเริ่มต้นจากการเลือก Objective ของแคมเปญเป็น Product catalog sales ก่อน ในส่วนรายละเอียดของการเซ็ตอัพนั้นระบบจะให้เรากำหนดการแสดงสินค้าว่าจะให้ แสดงสินค้าทั้งหมดตาม Product catalog ที่เราอัพโหลดขึ้นไป หรือจะสร้าง Product set ขึ้นมาใหม่จาก Product catalog อีกทีตามเงื่อนไขที่เรากำหนดได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังสามารถเลือกฟอร์แมทการแสดงโฆษณาเป็นแบบภาพเดียว หรือจะเป็นแบบ Carousel ก็ได้อีกด้วย
    สร้างแม่แบบโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิก ที่มีการบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องเหมาะสมไว้โดยอัตโนมัติ ตั้งชื่อให้โฆษณาของคุณและใช้คำสำคัญในการดึงภาพ ชื่อผลิตภัณฑ์ ราคา และอื่นๆ มาใช้ในลักษณะแบบไดนามิกจากแค็ตตาล็อกผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณสามารถเลือกให้แสดงผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวหรือหลายชิ้นได้ในครั้งเดียวโดยใช้ รูปแบบโฆษณาแบบภาพสไลด์ (Carousel Ad)
    โฆษณา ผลิตภัณฑ์แบบไดนามิกจะใช้งานได้ดีกับฟีดข่าวบน Facebook และคอลัมน์ด้านขวามือ แม่แบบโฆษณาแบบไดนามิกเพียงแบบเดียวทำให้คุณสามารถนำส่งโฆษณาได้ไม่ว่าจะ เป็นอุปกรณ์ใดๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเดสก์ท็อป
  4. ใช้งานโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิก เมื่อมีผู้เรียกดูผลิตภัณฑ์ของคุณบน เว็บไซต์หรือแอพของคุณ บุคคลเหล่านั้นจะมีสิทธิ์เห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิกได้โดยอัตโนมัติ มีการจัดรูปแบบโฆษณาแต่ละชิ้นให้เป็นแบบพิเศษเฉพาะสำหรับนักช้อปของคุณโดย สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่บุคคลเหล่านั้นเรียกดูด้วยการใช้คำสำคัญ ภาพ และอื่นๆ ที่ดึงมาจากแค็ตตาล็อกผลิตภัณฑ์ของคุณ

    ตัวอย่าง ผู้ที่กำลังเรียกดูร่มบนเว็บไซต์ของคุณอาจจะเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทร่ม หรือชุดของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในครั้งถัดไปที่พวกเขากลับมายัง Facebook
    โฆษณาผลิตภัณฑ์แบบไดนามิกจะตามติดข้อมูลปัจจุบันของธุรกิจคุณเพื่อให้คุณ แสดงเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีในสต็อกเและด้วยราคาล่าสุดเท่านั้น และเมื่อมีการทำรายการซื้อบนเว็บไซต์ของคุณ โฆษณาผลิตภัณฑ์จะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติข้ามผ่านทุกอุปกรณ์เพื่อที่คุณจะ ได้ไม่ไปรบกวนนักช้อปของคุณด้วยผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาได้ซื้อไปแล้ว

เรื่อง DPA ถือว่าห่างไกลตัวจากคนที่ต้องการทำธุรกิจ eCommerce ขนาดย่อม หรือ SME ทั่วไปมาก แต่กรณีที่ต้องการทำงานกับบริษัทใหญ่ในสายงานด้าน Digital Marketing ควรจะศึกษาเรื่องพวกนี้ไว้บ้าง ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Facebook DPA

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google Analytic Thailand

SEM คืออะไร ?

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการผสมคำกันระหว่างคำว่า Search Engine ซึ่งก็คือเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต และคำว่า Marketing หรือ การตลาด ดังนั้น คำว่า SEM / Search Engine Marketing จึงหมายถึง “การทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต”

SEM (Search Engine Marketing) ประกอบไปด้วยในส่วนของ Paid Search หรือ Search Advertising ซึ่งเป็นส่วนของโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิ๊กในรูปแบบของ PPC (Pay Per Click)

ต่างจากในส่วนของ Organic Search ซึ่งเป็นส่วนผลการค้นหาจากระบบของ Search Engine โดยเรียกการทำการตลาดในส่วนนี้ว่า SEO (Search Engine Optimization) ซึ่ง Search Engine จำเป็นต้องใช้ Keyword (คีย์เวิร์ด) เป็นตัวกำหนดขอบเขต

การทำ SEM เป็นการทำการตลาดออนไลน์บน Search Result Page โดยการทำโปรโมชั่นกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ใช้งาน Search Engine เพื่อให้รู้จักเว็บไซต์ สินค้า หรือบริการของเรา และนำมาซึ่งยอดผู้ใช้เว็บไซต์และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้มากยิ่งขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันมีเว็บไซต์อยู่มากมาย การทำ SEM จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราแข่งขันกับคู่แข่งได้  อีกทั้งการทำ SEM ยังเป็นการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย เพราะในการค้นหาข้อมูลในแต่ละครั้งของผู้ใช้

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือ วิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาและการเพิ่มลิงค์ที่มี คุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน Search Result Page หรือหน้าแสดงผลการค้นหาของ Search Engine อาทิ Google, Yahoo!, Bing เป็นต้น

สำหรับในไทยและหลายประเทศจะโฟกัสไปที่ Google เป็นหลัก เนื่องจากความนิยมสูงกว่า Search Engine อื่นๆ กว่า 90% จะเรียกว่าการทำ SEO เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ การค้นหาในกูเกิ้ลก็ไม่ผิดนัก

เมื่อค้นหาผ่าน Google ส่วนบนสุดจะเป็นโฆษณาอาจจะมีหรือไม่ก็ได้ รองลงมาจะเป็นส่วนของการค้นหา ในส่วนนี้ข้อมูลหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดที่ทางระบบของ Search Engine อาทิ Google หรือ Yahoo! รวบรวมมาโดยใช้คะแนนในการจัดอันดับ การให้คะแนนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่แต่ละ Search Engine ได้กำหนดขึ้น จึงเรียกวิธีที่การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บนหน้าผลการค้นหานี้ว่า “SEO” หรือ “Search Engine Optimization”

ระบบการจัดอันดับการแสดงผลใน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) มีชื่อเรียกว่า Algorithm (อัลกอริทึม) แต่ละ Search Engine จะมีระบบ Algorithm ที่แตกต่างกันและจะมีการอัพเดตอยู่เสมอๆ เราจึงจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตาม Algorithm เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับได้ดีมากที่สุด

โครงสร้างของการทำ SEO แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ

ปัจจัยภายใน (On-page / Micro) เช่น โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ จำนวนหน้าภายใน
เว็บไซต์ คุณภาพและปริมาณของเนื้อหา การเลือกใช้คำ (Keyword) และการวางประโยคในส่วนต่างๆ

ปัจจัยภายนอก (Off-page / Macro) เช่น ปริมาณลิงค์จากเว็บไซต์อื่น (Backlinks) รวมทั้งเนื้อหาและคุณภาพของลิงค์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

ถึงยุคแรก Google จะให้น้ำหนักของ Off-Page ค่อนข้างมาก แต่พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นทำให้กูเกิ้ลให้คะแนนทาง On-Page สูง ตามคีย์เวิร์ดและเนื้อหาภาย การทำให้ SEO ติดอันดับไม่ใช่เรื่องยากถ้าเข้าใจหลักการเขียนบทความให้มีคุณค่า ซึ่งจะกลายเป็น SEO โดยอัตโนมัติและเป็นไปตามธรรมชาติของ Google

วิธีเพิ่ม Conversion Rate ให้กับเว็บ eCommerce

บริษัทที่เปิดเว็บ eCommerce ย่อมต้องการให้เกิด Conversion Rate หรืออัตราการซื้อสินค้าต่อจำนวนผู้เข้าชมให้สูงที่สุด แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้ามาซื้อสินค้าเป็นไปได้ยากและอัตราการซื้อหลายเว็บน้อยกว่า 1% เสียอีก

เมื่อพิจารณาในฝั่งของลูกค้าว่าเขาต้องการอะไร การปรับเปลี่ยนดีไซน์อาจช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการได้

  1. การเลือกใช้ภาพ : ภาพมีคุณภาพ ใหญ่พอประมาณ ซูมได้ จัดเรียง และมีเงาเพื่อให้ดูมีมิติ
  2. เลือกใช้วิดีโอ : ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้ถึง 80% จากเดิม อีกทั้งผลสำรวจยังกล่าวว่า 64-85% ของผู้บริโภคยังชอบดูวิดีโอที่เกี่ยวกับสินค้า ก่อนตัดสินใจซื้อ
  3. คำนึงเรื่องการใช้สี : มีผลต่อนักช้อปปิ้งถึง 85% การเลือกสีมีผลหลายอย่าง สีที่จะกระตุ้นการซื้อคือ ดำ ส้ม ฟ้า หรือ สีที่เหมาะสำหรับนักช้อปที่มีงบประมาณจำกัด คือ ฟ้า น้ำเงิน เป็นต้น
  4. สินค้าจำกัดเวลา : สั่งซื้อภายในวันนี้ ส่งฟรี!! สินค้ามีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย, ซื้อภายในเวลาที่จำกัด นอกจากนี้ สินค้าประเภทจำกัดจำนวนมีไม่กี่ชิ้น ยิ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ มีคุณค่า
  5. รีวิวสินค้า : ผลสำรวจพบว่า รีวิวสินค้าจะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้ถึง 10% เพราะ 60% ของลูกค้าต้องการข้อมูล หรืออ่านรีวิวสินค้าก่อนซื้อ
  6. สัญลักษณ์แสดงความปลอดภัย : 48% ของผู้ที่เข้าเว็บจะให้ความสำคัญกับเครื่องหมายเหล่านี้ และเพิ่มการซื้อถึง 40%
  7. ข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน : เบอร์โทร ที่อยู่ อีเมลในการติดต่อ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์
  8. การชำระเงิน : ต้องแยกออกมาให้ชัดเจน ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ทุกอย่างต้องอยู่ในหน้าเดียว ลำดับขั้นตอนต้องไม่ยุ่งยากเกินไป และที่สำคัญอย่าบังคับให้ผู้ใช้งานต้องทะเบียน ถ้าพวกเขายังไม่ได้ซื้อสินค้า
  9. กรอกแบบฟอร์มให้สั้น : เมื่อผู้ใช้กำลังจะจ่ายเงิน อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องกรอกแบบฟอร์มนานเกินไป ต้องลดควายุ่งยาก และประหยัดเวลาให้ได้มากที่สุด เพราะมีผู้ใช้ไม่น้อย ที่ไม่อยากเสียเวลากับการกรอกอะไรยาวๆ แล้วออกจากเว็บไซต์ทันที
  10. มีวิธีการชำระเงินหลายช่องทาง : เพื่อความสะดวกของลูกค้าหลายแบบ โดยเฉพาะบางคนที่ไม่สะดวกการชำระเงินบางช่องทาง กรณีขายของกับต่างประเทศควรแปลงสกุลเงิน
  11. พัฒนาการค้นหาในเว็บไซต์ : 50% ของผู้บริโภคที่มีแบรนด์หรือของที่ต้องการในใจ จะค้นหาสินค้าในเว็บไซต์เพื่อหาสินค้าที่ต้องการ
  12. มีตัวกรองค้นหาสินค้าที่เยี่ยม : ค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายและไว พยายามแบ่งประเภทของสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้สะดวกที่สุด หมั่นวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและพัฒนาให้ระบบค้นหาดียิ่งขึ้น
  13. เว็บต้องโหลดเร็ว : 51% ของนักช้อปปิ้งชาวสหรัฐฯ บอกว่าถ้าเจอเว็บที่โหลดช้า ก็พร้อมจะออกจากเว็บทันที นอกจากนี้ 41% ยังบอกว่า พวกเขาคาดหวังให้เว็บโหลดเสร็จภายใน 2 วินาที
  14. ใช้ระบบ Live Chat : 63% ของผู้บริโภค จะกลับมายังเว็บไซต์อีกครั้งถ้ามี Live Chat เพื่อติดต่อกับแบรนด์ และ 38% บอกว่า จะซื้อสินค้าถ้ามี Live Chat คอยให้ข้อมูลสินค้า
  15. จัดส่งฟรี : การจัดส่งฟรี เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้ออันดับแรกของผู้บริโภคโดยเฉพาะนักช้อปออนไลน์ชาวไทย ซึ่งจะมีส่วนในการตัดสินใจถึง 93% และในปี 2014 ลูกค้าของเว็บ Amazon กว่า 63% เข้าร่วมกิจกรรม หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บเพราะมีการจัดส่งฟรี
  16. โซนสินค้าโปรโมชั่น : ลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ ส่วนแรกที่พวกเขาจะมองหาคือ ป้ายลดราคาสินต้าที่พิเศษกว่าเว็บอื่น คุณจึงต้องแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในเว็บให้ชัดเจน ต้องเด่น สะดุดตา เพราะ 47% ของผู้ซื้อ จะเลือกเฉพาะสินค้าที่กำลังลดราคาเท่านั้น และ 62% จะมองหาสินค้าที่กำลังจัดรายการโปรโมชั่น
  17. สนอสินค้าทางเลือกอื่นหรือที่เกี่ยวข้อง : ถ้าอยากให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น ก็ต้องนำเสนอสินค้าพ่วงไปด้วย อาทิ สินค้าที่ดีกว่า ในราคาถูกกว่า หรือสินค้าที่คิดว่าพวกเขาจะชอบ สินค้าที่สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้
  18. conversion rate growth

Source : Template Monster

แผนภาพอธิบาย Digital Marketing ต้องทำอะไรบ้าง

ในหัวข้อ Digital Marketing คืออะไร อาจจะยังสงสัยว่าแล้วต้องทำอะไรบ้างล่ะ งานหลักๆ จะตามแผนภาพอินโฟกราฟิกด้านล่าง

งานหลักๆ จะมองที่เว็บไซต์เป็นหลัก โดยแบ่งเป็นสามส่วน

  1. SEO (Search Engine Optimization) : งานเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้สามารถค้นหาผ่านเซิร์จเอนจิ้น หรือ กูเกิ้ล ได้ง่ายยิ่งขึ้น ใช้งบประมาณน้อยหรือไม่ใช้เลย แต่โอกาสติดอันดับสูงต้องใช้ความพยายามพอสมควร ประยุกต์ใช้กับแฟนเพจได้เช่นกัน
  2. SEM (Search Engine Marketing) : การค้นหาเว็บไซต์ผ่านทางตลาดและเครื่องมือดิจิตอลหลายช่องทาง ติดตามเทรนด์ วัดผล ได้ง่าย ใช้งบประมาณและประสบการณ์พอสมควร
  3. Social Media : ใช้เครื่องมือติดตามวัดผลในส่วนโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค

ใน Infographic ด้านล่างสรุปภาพรวมของการทำงานด้าน Digital Marketing สิ่งที่ใช้ในการทำและวัดผลเพื่อให้การขายสินค้าหรือบริการประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

what-is-digital-marketing

Credit : Marketingtechblog

Digital Marketing คืออะไร

Digital Marketing เป็นการนำเอาหลักของ Marketing มาประยุกต์ใช้โดยใช้เครื่องมือดิจิตอลและเทคโนโลยีเข้าช่วยในการวิเคราะห์ ประเมิน และวัดผลงาน

ในสมัยก่อน หลักมาร์เก็ตติ้งจะมี 4P คือ Product (ผลิตภัณฑ์หรือบริการ), Price (ราคาสินค้าหรือบริการ), Place (วิธีการที่จะนำสินค้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย), Promotion (กิจกรรมทางการตลาด) และเพิ่มเป็น 7P ตามยุคสมัย โดยเพิ่ม People, Process และ Physical Evidence ขึ้นมา

ถ้ามองจากฝั่งผู้บริโภคจะพิจารณาเรื่อง 4C แทน คือ Customer, Costs, Convenience, Communications

การทำ Digital Marketing ไม่ใช่แค่ ไม่ใช่แค่การทำ Facebook Page, Facebook Ads, Line, Adwords, Content, Viral Video เท่านั้น จำเป็นต้องมองถึงผลลัพธ์ที่จะเกิด การต่อยอดในสิ่งที่ทำให้เกิดผลมากที่สุด

การทำโฆษณา Digital Marketing ที่มีประสิทธิภาพ

1. คิดก่อนลงมือปฏิบัติ
ข้อดีของ Digital Marketing คือ สามารถวัดผลได้จากจำนวนผู้ที่คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ หรือผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนร่วมกิจกรรม นักการตลาดที่เดินเข้าไปของบประมาณจากเจ้านายจึงอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งล่ะ ว่ามีตัวเลขกลับมารายงานแน่นอน แต่การจะได้ข้อมูลเหล่านี้ นักการตลาดต้องวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ฝ่ายเทคนิคตระเตรียมระบบเก็บข้อมูลนี้ไว้ตั้งแต่สร้างสื่อดิจิตัล และต้องเลือกเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งมาต่อยอดได้จริงเท่านั้น

2. โฆษณาต้องกลมกลืน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าคนเล่นอินเทอร์เน็ตยุคนี้มีทางเลือกมาก แล้วก็ใจร้อนขึ้น ขี้หงุดหงิด ถ้าเว็บไซต์ไหนโหลดนานเกินไป หรือไม่มีข้อมูลที่ต้องการ ก็จะออกจากเว็บไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ขอแนะนำว่า ต้องทำโฆษณาที่เนียนไปกับเนื้อหาของเว็บไซต์ หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปให้คนที่นั่งอยู่หน้าจอได้มีส่วนร่วมกับ โฆษณา อย่างเช่น การทำแบนเนอร์ (Banner) ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาไปมาก ทั้งสามารถคลิกได้มากกว่า 1 ที่ เพื่อบอกคุณสมบัติอันหลากหลายของผลิตภัณฑ์ หรือเล่นเกมส์กับแบนเนอร์ได้เลย

3. โฆษณาเร็วสุด ง่ายสุด
เพราะว่าโลกอินเทอร์เน็ตมีเว็บไซต์น่าสนใจมากมาย ดังนั้นโฆษณาดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งบนหน้าอินเทอร์เน็ต ควรบอกเฉพาะรายละเอียดที่ผู้บริโภคต้องการเท่านั้นไม่ใช้คำหรือสีสัน ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น แม้แต่แบนเนอร์ก็ควรพาผู้บริโภคไปสู่หน้าเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ไปเลย ไม่ต้องให้คลิกแล้วคลิกอีกหลายครั้ง

4. เช็คภาพลักษณ์แบรนด์สม่ำเสมอ
ในประเทศไทยยังไม่มีกรณีที่ผู้บริโภคเข้าไปดูรถยนต์หรือคอนโดมีเนียมใน อินเตอร์เน็ตแล้วแล้วรูดบัตรเครดิตซื้อเลย แต่มักจะเข้าไปอ่านความคิดเห็นของผู้ที่ใช้รถรุ่นนั้น ๆ ก่อนการตัดสินใจ แล้วลองคิดดูว่าหากกระทู้บนหน้าเว็บไซต์เหล่านี้มีแต่ข้อความด้านลบเกี่ยว กับสินค้าของเรา ผู้บริโภคจะยังตัดสนใจซื้ออยู่หรือไม่ ?

5. ใช้เติมจุดอ่อนของสื่ออื่น
สื่อดิจิตัลสามารถนำมาใช้เพื่อเสริมจุดอ่อนของสื่ออื่นๆ ได้ เช่น นำภาพยนตร์โฆษณาตัวจริง หรือเอาโฆษณาเวอร์ชั่นที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์ มาฉายซ้ำบนเว็บไซต์ เพื่อเสริมจุดอ่อนของสื่อโทรทัศน์ที่ผู้ชมเลือกไมได้ว่าจะกลับมาดูโฆษณาชิ้น นี้เมื่อไร รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง

นอกจากนี้ดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งยังช่วยกลบข้อด้อยของงานอีเว้นต์ที่จำกัดจำนวนคน ใช้เทคโนโลยี Live Steam เข้าช่วย ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าสื่อดิจิตัลมีเดียก็ยังมีข้อด้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงมวลชนได้มากเท่ากับโทรทัศน์ หรือไม่สามารถสร้างประสบการณ์ได้เหมือนของจริง 100% แบบงานอีเว้นต์

การใช้สื่อดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งให้ได้ผลจึงต้องอาศัย Mixed Campaign ผสมผสานภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ งานอีเว้นต์ เช่น แคมเปญ Axe Wise Live Chat ที่ให้ผู้บริโภคนำโค้ดที่ได้รับจากการซื้อ Axe มาลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อแชทกับสาว Axe ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยที่ภายในเว็บไซต์เดียวกันยังมีหนังโฆษณาเวอร์ชั่นที่ไมได้ฉายตามสื่อหลัก หรือ Volvo The hunt : The Pirate of the Caribbean ที่กำหนดให้ผู้เล่นตอบคำถามตามปริศนาในแต่ละด่าน และบางด่านผู้เล่นต้องไปรับคำปริศนาที่โชว์รูมวอลโว่ ซึ่งเป็นการบังคับให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับแบรนด์โดยตรง ในประเทศไทยคงมีผู้ที่อยากได้วอลโว่ XC90 กันมาก จึงมียอดผู้ลงทะเบียนเล่นเกมส์นี้ถึง 3 พันคน มากกว่าจำนวนผู้เล่นเกมส์ในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคนี้รวมกันซะอีก

ที่มา : ThaiWorldMedia

Affiliate Marketing

ความหมายของการตลาดแบบ Affiliate Marketing คือ การทำการตลาดให้กับเว็บที่ขายสินค้าหรือบริการโดยที่เราสามารถจะช่วยเหลือเว็บเหล่านั้นในการหาลูกค้าที่จะมาซื้อของผ่านหน้าเว็บ โดยเราจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าคอมมิชชั่นตามยอดซื้อของลูกค้าที่เราหามาได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากสินค้าประมาณ 5% – 30% ของราคาขาย

ข้อดีที่สำคัญของ Affiliate Marketing คือ ไม่จำเป็นต้องเขียนเว็บเป็น ไม่ต้องมีสินค้าในมือ ไม่ต้องซื้อสินค้ามาเก็บเพื่อขาย ไม่ต้องส่งของเอง ไม่ต้องบริการหลังการขาย กุญแจสำคัญในการได้เงิน คือ ลงแรงพร้อมกับความรู้ในการหาลูกค้าเพื่อเข้าซื้ออย่างเดียวก็สามารถหารายได้ได้แล้ว

หลักการของ Affiliate ให้ประสบความสำเร็จ

– เข้าใจในตัวสินค้าที่เรากำลังจะขายว่า เหมาะกับใคร และ ใครจะซื้อ รวมถึง ศึกษาข้อมูลว่า คนเหล่านั้น มีพฤติกรรมบนโลกอินเตอร์เนตอย่างไร

– ศึกษาเรื่องโฆษณาต่างๆ โดยเฉพาะโฆษณาแบบ CPC (Cost-Per-Click) ที่ส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่น facebook ads, google adwords, adnetwork ที่ช่วยให้คุณสามารถส่งโฆษณาที่เหมาะสมไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้

ช่องทางทำเงินจาก Affiliate

– Blog เป็นช่องทางที่ดึงดูดง่าย เขียนเรื่องที่น่าสนใจ สัมพันธ์กับตัวสินค้า ทำให้คนที่อ่านมีความต้องการที่จะซื้อ เพิ่มประสิทธิภาพจากเข้าถึงบทความได้จากการเข้าใจเรื่อง SEO กับ SEM เพิ่ม

– ฝาก Link เป็นช่องทางพื้นฐานที่นิยมใช้กันในไทย เพียงแค่เรียนรู้เทคนิคการสร้างตัวคนให้ดังและมีคนสนใจบน Social Network หรือทำให้สิ่งที่กล่าวถึงน่าสนใจ จนมีคนเข้าไปซื้อโดยผ่าน Link ที่คุณส่งให้

ถึง Affiliate Marketing จะเป็นช่องทางที่ง่ายและได้เงินจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องลงแรงเลย ต้องมีความพยายามและตั้งใจในระดับหนึ่งเช่นกัน การมานั่งขอให้คนกด Link ให้ หรือ หาวิธีโกงเพื่อให้ได้ตังค์ จะทำให้คุณเสียเวลาเปล่า แต่สำหรับคนมีความตั้งใจ มีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ จะทำเงินมากมายได้จากระบบนี้

ความสำคัญของสร้าง Brand กับการตลาดออนไลน์

การเพิ่มยอดขายและประสบความสำเร็จทางธุรกิจหาเงินออนไลน์ การสร้างตัวตนเพื่อให้รับรู้แบรนด์ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด การสร้างแบรนด์นำพามาซึ่งการมีจุดเด่นในการแข่งขันทางธุรกิจ หลักการปั้นแบรนด์ให้ดังนั้น ควรพิจารณาอยู่ 10 อย่าง

  1. สร้างสัญลักษณ์ตัวแทน สินค้า บริการ สถานที่ คน องค์กร หรือ แม้แต่ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นชื่อ สัญลักษณ์ที่เป็น Logo โดยสัญลักษณ์ตัวแทน สิ่งเหล่านี้ต้องจดลิขสิทธิ์ ภาพจะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษร แต่สมองเราก็สามารถแปลตัวอักษรให้เกิดภาพและความรู้สึกได้ดี การที่เราสร้างให้ภาพหรือ Logo แทนสินค้าหรือบริการ นั่นหมายถึง เรากำลังสร้างตัวแทนเพื่อบ่งบอกถึงลักษณะของสินค้าที่เรามีอยู่ หรือแม้นแต่ความรู้สึกที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับ ยิ่งเรามีสโลแกน จะทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจดจำแบรนด์ของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
  2. สร้างคุณค่าความประทับใจให้กับสัญลักษณ์ ควรจะกำหนดเป้าหมายของแบรนด์ว่า เมื่อเห็นแล้วคิดถึงอะไร สิ่งนี้จะเน้นถึงความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญกับการตีความกับ สัญลักษณ์ของเรา สินค้าและบริการจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างให้แบรนด์นั้นส่งผลกับความรู้สึกของ กลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี บางแบรนด์ มี Logo ที่ไม่สวย เรียบง่าย แต่ทำให้รู้สึกว่า เป็นสินค้าคุณภาพ
  3. ทำการตลาดสินค้าโดยผ่านแบรนด์ ต้องมีหลักการทำการตลาด เพื่อสนับสนุน แบรนด์ คุณค่าทางด้านจิตใจของกลุ่มเป้าหมายนั้น มีค่ายิ่งสำหรับแบรนด์ การทำการตลาดทุกครั้งต้องนึกถึงแบรนด์ด้วยว่า เรากำลังสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าหรือบริการนั้น ได้ตรงกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายรึยัง เราสร้างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ในสิ่งที่เราอยากให้เขารับรู้ หรือรู้สึกอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ อย่างเช่น กระเป๋าราคาแพงยี่ห้อต่าง ๆ ก็จะใช้กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างออกไป การโฆษณาจะจับสื่อที่กลุ่มระดับบนเป็นผู้บริโภค อย่างเช่น หนังสือบนเครื่องบิน สนามบิน เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ความรู้สึกที่ดี และยิ่งกลุ่มคนระดับสูงใช้มากเท่าใด ความรู้สึกที่ได้มาครอบครองก็จะทำให้รู้สึกว่า ตนนั้นเป็นบุคคลพิเศษกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งถ้าคุณรู้ว่าต้นทุนการผลิตนั้นราคาเท่าใด แล้วราคาที่ขายกันนั้นราคาเท่าใด คุณจะบอกได้เลยว่า มูลค่าของคนสำคัญนั้นมีราคาแพงมาก ๆ จริง ๆ กับสินค้าที่ส่งเสริมทางด้านจิตใจ
  4. ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทางที่ดี ในตำแหน่งที่ดีเหมาะสมที่สุดกับกลุ่มเป้าหมาย เมื่อแบรนด์ออกสู่ตลาด สิ่งที่ต้องก็คือ เราต้องสื่อสารให้ตรงกับแบรนด์ ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงการรับประกัน หรือสัญญาที่ให้ไว้กับแบรนด์ ว่ากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านั้นจะได้รับตามที่แบรนด์ได้สัญญาทางจิตใจ
  5. ตอกย้ำความรู้สึกที่ดีให้กับแบรนด์ สร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญาที่ให้ บุคคลที่ดีเยี่ยม ภาพลักษณ์ หรือแม้นแต่หัวใจของธุรกิจก็ตาม การสื่อสาร หรือโฆษณา ประชาสัมพันธ์มีผลกับการตอกย้ำความรู้สึกของแบรนด์ทั้งสิ้น สินค้าหรือบริการดีๆ มากมาย ลงทุนสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าและบริการไปด้วยเงินมหาศาล การสร้างชื่ออาจจะยาก แต่การรักษาชื่อเสียง และความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ ยากกว่า
  6. ตรวจวัดความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์ที่เราสร้างขึ้น เพื่อทำการบริหารแบรนด์ได้ตรงกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายต่อไป การจะตอกย้ำความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายให้ถูกจุดนั้น เราควรจะศึกษาพฤติกรรม และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายที่มีกับแบรนด์นั้นๆ ด้วย
  7. เมื่อแบรนด์อยู่ในใจลูกค้าแล้ว ควรจะสร้างส่วนขยายของแบรนด์เพิ่ม เพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ ๆ แบรนด์บางแบรนด์จะกลายเป็นคุณลักษณะของสินค้า การสร้างส่วนขยายของแบรนด์ จึงจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางจิตใจอีกมุมหนึ่ง หรือเน้นในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
  8. ป้องกันไม่ให้แบรนด์ มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี และปรับปรุงให้แบรนด์มีการตอกย้ำคุณค่าในรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ใช้การตลาดในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย คนเราจะจดจำสิ่งที่ไม่ดีได้รวดเร็วกว่าการจดจำในสิ่งที่ดี ๆ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับแบรนด์ต้องรีบแก้ไข แต่หากไม่มีเรื่องอะไรมากระทบกับแบรนด์ ก็ต้องปรับปรุงและตอกย้ำแบรนด์อยู่เป็นประจำ
  9. เมื่อมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ ต้องพยายามทำให้สินค้าใหม่ หรือบริการใหม่นั้น มีความรู้สึก หรือ สามารถผสานความรู้สึกที่กลมกลืนกับแบรนด์เดิมให้ได้ เมื่อมีสินค้าใหม่หรือบริการใหม่ แต่แบรนด์คงเดิม เราต้องพยายามผสมผสานความรู้สึกเดิมๆ ของลูกค้า กับคุณสมบัติของสินค้าใหม่ หรือบริการใหม่ ให้มีความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน อย่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหากจะต้องการสร้างให้แตกต่างกัน ก็ควรสร้างเป็นแบรนด์ใหม่ไปเลยเพื่อใช้ในการขยายตลาดอื่น ๆ ไปได้อีก
  10. นำแบรนด์เข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายใหม่รู้จักโดยใช้ฐานเก่าเป็นตัวสนับสนุน แบรนด์สินค้าที่อยู่มานาน ส่วนใหญ่มักจะมีกลุ่มเป้าหมายของตนเอง แต่ในบางครั้งกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อาจจะสามารถขยายออกไปได้ อย่างเช่น การขยายออกสู่ต่างประเทศ แต่ก็ยังมีตลาดในเมืองไทย และไม่ได้ทิ้งลูกค้าเก่าเพราะเป็นฐานลูกค้าที่ดี

บทความจาก : http://th.jobsdb.com

Brand Loyalty ความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์

Brand Loyalty คือ ความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ การที่ผู้บริโภคมีทัศนคติที่ดีต่อตราสินค้าหนึ่งไม่ว่าจะเกิดจากความเชื่อมั่น การนึกถึง และตรงใจผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำต่อเนื่องตลอดในแบรนด์เดิม

การสร้างลูกค้าใหม่ 1 คน จะมีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่า 1 คน ถึง 5 – 10 เท่า และในปัจจุบันเกิดความหลากหลายในตราสินค้า ประกอบกับการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมากมาย เพื่อดึงดูดใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนหรือหันไปใช้สินค้าตราใหม่ๆ อยู่เสมอ การสร้างความภักดีในตราสินค้าจึงมีความจำเป็นมาก ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเดิม ผู้ผลิตไม่สิ้นเปลืองต้นทุนในการโฆษณามากเกินไป มีความซื่อสัตย์และไม่ไปซื้อสินค้าในแบรนด์อื่นที่เป็นคู่แข่ง ส่งผลต่อการแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว

ความภักดีในตราสินค้ามีความสำคัญ 3 ประการดังนี้

  1. สร้างปริมาณการขายให้สูงขึ้น (High Sale Volume)
  2. เพิ่มราคาให้สินค้าสูงขึ้น (Premium Pricing Ability)
  3. การรักษาลูกค้าให้คงอยู่ (Customer Retention)

ความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ หรือ ความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) สามารถให้ความหมายได้ทั้งในเชิงพฤติกรรมในการซื้อ (Purchase Behavior) และในมุมมองเชิงจิตวิทยา (Psychological)

มุมมองของพฤติกรรมการซื้อ (Purchase Behavior) จะเป็นความหมายที่ถูกนำมาใช้มาก เพราะสามารถวัดได้อย่างง่าย โดยความภักดีในตราสินค้าคือการที่ผู้บริโภคมีการซื้อซ้ำในตราสินค้าเดิม และบ่อยครั้งจนเกิดเป็นความภักดีในตราสินค้า ตัวอย่าง ผู้บริโภคคนหนึ่งใช้บริการร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดตามลำดับในสัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ แมคโดนัลด์ แมคโดนัลด์ เบอร์เกอคิงส์ แมคโดนัลด์ แมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิง ซึ่งจากการพิจารณาทางพฤติกรรมการซื้อ ผู้บริโภคคนนี้จะเป็นผู้ภักดีในตราสินค้า แมคโดนัลด์ อย่างไรก็ตามการพิจารณาจากการซื้ออาจจะมีข้อจำกัดและแปลความหมายผิดพลาด เพราะการซื้อซ้ำของผู้บริโภครายหนึ่งอาจจะไม่ใช่เกิดจากการภักดีในตราสินค้าก็ได้ เช่น อาจจะเกิดจากการที่ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ทำให้ต้องบริโภคอยู่ตราสินค้าเดียว

มุมมองเชิงจิตวิทยา (Psychological)

ความภักดีในตราสินค้าคือตราสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคมีทัศนคติที่ดีและผูกพันด้วยเป็นอย่างมาก ซึ่งทัศนคติที่ดีต่อตราสินค้านั้นเกิดจาก 3 ส่วน ที่สำคัญคือ

  1. ความเชื่อมั่น (Confidence) ผู้บริโภคจะมีทัศนคติที่ดีต่อตราสินค้าเมื่อเกิดความเชื่อมั่นในตราสินค้านั้น ในสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้า ถ้าผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่นตราสินค้าใดมาก่อนจะทำการค้นหาข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนการตัดสินใจซื้อ และถ้าตราสินค้าใดที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้แล้ว ครั้งต่อไปเมื่อต้องการซื้อสินค้าจะไม่เสียเวลาในการค้นหาข้อมูลต่อไป
  2. การเข้าไปอยู่กลางใจผู้บริโภค (Centrality) ความภักดีในตราสินค้าเกิดจากการที่ ตราสินค้าสามารถเชื่อมโยงกับระบบความเชื่อของผู้บริโภคได้และทำให้ผู้บริโภคเชื่อและประทับตราสินค้า อยู่ในใจ เช่น ผู้ชายที่เชื่อว่าผู้หญิงชอบกลิ่นน้ำหอมแบบหนึ่ง ถ้าผู้ผลิตน้ำหอมเข้าใจในความเชื่อนี้ สามารถผลิตน้ำหอมที่ตรงกับระบบความเชื่อของลูกค้าผู้ชายได้ และสร้างความภักดีในตราสินค้าได้ เป็นต้น
  3. ความง่ายในการเข้าถึง (Accessibility) ความภักดีในตราสินค้าเกิดขึ้นเมื่อตราสินค้านั้นมีความง่ายในการเข้าถึงความคิดของผู้บริโภค เช่น เวลาที่ผู้บริโภคต้องการถ่ายเอกสารก็นึกถึง Xerox หรือเมื่อนึกถึงฟาสต์ฟู้ดก็นึกถึง แมคโดนัลด์ เป็นต้น เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย มีการสื่อสารกับผู้บริโภคอยู่เสมอ

ตราสินค้าใดที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น เข้ามาอยู่ใจกลางและง่ายต่อการเข้าถึง ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหรือลงทุนในการค้นหาข้อมูลเมื่อต้องการซื้อสินค้า ผู้บริโภคจะเลือกตราสินค้าที่สร้างทัศนคติที่ดีเหล่านั้น และเกิดเป็นความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) นอกจากจะเป็นฐานลูกค้าที่มั่นคง ยังอาจจะแนะนำหรือเพิ่มลูกค้าให้มากขึ้นโดยไปบอกต่อเพื่อนหรือญาติสนิทอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.ismed.or.th