10 คำถามก่อนจะสร้างแบรนด์บน Facebook

ยุคที่การแข่งขันดุเดือดทาง E-Commerce ดุเดือดมากๆ นั้น การสร้างแบรนด์และบริษัทถือเป็นเรื่องจำเป็นมากเพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าของเราแทนคู่แข่ง แต่ก่อนจะเริ่มสร้างควรคำนึงและหาวิธีสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะทำให้แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร

1. แบรนด์คืออะไร ทำไมต้องสร้างแบรนด์ สร้างแบรนด์แล้วจะได้อะไร

2. กลยุทธ์ในการตั้งชื่อแบรนด์และตั้งชื่อบริษัท ให้เกิดง่ายและโตเร็ว โดยใช้ทุนน้อยที่สุด

3. กลยุทธ์ในการออกแบบโลโก้ให้เหมาะต่อการใช้งานบน Facebook เพื่อให้ผู้คนรู้จักและจดจำได้ง่าย

4. กลยุทธ์ในการใช้เพจแทนเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์

5. กลยุทธ์ในการสร้างความน่าเชื่อถือบน Facebook ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีเว็บไซต์ เราก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้

6. การทำธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียวอย่างถูกกฎหมายและเสียภาษี ไม่ใช่เรื่องยาก ทุนน้อยก็ทำได้

7. สร้างเพจอย่างไรให้เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ไม่ให้เป็นแค่เพจขายของ

8. กลยุทธ์ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ทำให้คนรู้จัก และกลยุทธ์ในการสร้างแฟนคลับทำให้คนชอบ

9. มีวิธีการทำตัวให้มีคุณค่า คือ ทำอย่างไรผู้คนจึงจะให้ราคาแบรนด์ของเรา

10. กลยุทธ์ในการซื้อโฆษณาบน Facebook อย่างไรจึงควรจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

ฟังดูเหมือนจะยาก แต่ถ้าเข้าใจแก่นของการสร้างแบรนด์และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเราเองที่แตกต่างจากคนอื่น

เว็บ E-Commerce ในจีน

เว็บ E-Commerce ในจีนในเครือของอาลีบาบามีอยู่หลายเว็บที่น่าสนใจ

Alibaba.com
เป็นเว็บไซต์ภาษาอังกฤษขายส่งสินค้า (B2B) (Business to Business) มุ่งเน้นการค้าระหว่างผู้ผลิตจีนและผู้จัดซื้อในต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ

Aliexpress.com
เป็นเว็บไซต์ขายส่งสินค้า (B2B) (Business to Business)
มุ่งเน้นการค้าระหว่างผู้ผลิตจีนและผู้จัดซื้อในต่างประเทศ หรือต่างประเทศไปต่างประเทศ เว็บไซต์ Aliexpress.com ซึ่งเป็นเว็บขายปลีกที่มีความปลอดภัยในการซื้อขายสูงโดยเน้นการซื้อปลีกใน ราคาส่ง ผู้ซื้อสามารถมั่นใจในระบบการชำระเงินได้ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง โดย Aliexpress ใช้ระบบ Escrow ตัวเว็บเป็นภาษาอังกฤษ

1688.com
เป็นเว็บไซต์ขายส่งสินค้าในจีนโดยเฉพาะ (B2B) (Business to Business)
เป็นโดเมนเนมใหม่ของ alibaba.com ภาคภาษาจีนที่จะเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจค้าส่ง-ปลีกในจีนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านระบบอีคอมเมิร์ส 1688.com ดึงดูดผู้ประกอบการในขั้นผู้ผลิตทุกรูปแบบ ตั้งแต่โรงงาน เจ้าของแบรนด์ และผู้ค้าส่งขนาดใหญ่เข้ามาตั้งร้านค้าบนเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วประเทศเข้ามาทำการซื้อขายบนเว็บไซต์นี้ โดยอาศัยฐานจากกลุ่มผู้ค้าปลีก/ ผู้บริโภคจากเว็บไซต์ taobao.com

Taobao.com
เป็นเว็บไซต์ขายปลีก E-commerce ในจีน แบบ C2C (Customer to Customer) เถาเป่าต้องการให้เถาเป่าเป็นเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศจีนได้อย่างเต็มรูปแบบเนื่องจาก เถาเป่าไม่เก็บค่าบริการใด ๆ จากสมาชิก ทำให้สมาชิกสามารถขายสินค้าได้ในราคาถูก

Tmall.com
แหล่งรวมแบรนด์ดังอันดับต้น ๆในประเทศจีน ซึ่งสินค้าในทีมอลล์จะไม่มีสินค้าเลียบแบบลิขสิทธิ์หรือสินค้าย้อมแมวปะปนอยู่ โดยปัจจุบัน ทีมอลล์ ได้แยกตัวออกมาเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของอาลีบาบาอย่างเป็นทางการ
ทีมอลล์ต่างจากสินค้าในเถาเป่าอย่างไร คำตอบคือสินค้าในทีมอลล์ มีคุณภาพสูงกว่า มาตรฐานดีกว่า บริการดีกว่า และน่าเชื่อถือมากกว่าผู้ขายในเถาเป่า อย่างไรก็ตามสินค้าใน tmall.com ส่วนใหญ่จะราคาแพงกว่า taobao.com

Alipay.com
เว็บไซต์ทำธุรกรรมทางการเงินซื้อขาย จ่ายเงินต่างๆทั่วประเทศจีน
หนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Taobao.com เนื่องจากในขณะที่อีเบย์มี Paypal เป็นอาวุธสำคัญในการการันตีความปลอดภัยในการชำระเงิน ทำให้ธุรกิจของอาลีบาบาครบวงจรในเรื่องการช้อปปิ้ง

แนวโน้มอีคอมเมิร์ซไทย โตขึ้นในปี 2560

ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้วิเคราะห์น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจ B2B B2C ในไทย น่าสนใจ คือ มีการนำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มช่องทาง ในการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ หรือที่เรียกว่า ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)

ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) มีการดำเนินการอยู่ 3 ประเภท

B2B (Business to Business) คือ การทำธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจด้วยกัน

B2C (Business to Customer) คือ ระหว่างภาคธุรกิจกับผู้บริโภค

B2G (Business to Government) คือระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ

การทำธุรกิจ e-Commerce เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีเงินทุนน้อยและต้องการลดต้นทุน เพราะเพียงแค่มีเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์ ก็เปรียบเสมือนว่าคุณมีร้านค้าอยู่ทั่วโลกและสามารถเปิดการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง รวมทั้งให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ในอดีตการทำธุรกิจการค้านิยมกันเพียงการขายผ่านทางหน้าร้านเท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการร้าน การจ้างคนดูแล หน้าร้าน ค่าเช่าพื้นที่ ข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเปิดร้าน ทำเลที่ตั้งร้านค้า ซึ่งในการตั้งร้านค้าในรูปแบบเดิมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้เฉพาะลูกค้าในพื้นที่นั้นเท่านั้น

ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ ได้กล่าวว่า สินค้าและบริการประเภทไหนที่ควรทำในรูปแบบของ e-Commerce คำตอบคือ สินค้าทุกชนิดสามารถนำมาทำได้ แต่ขึ้นอยู่ว่าสินค้าชนิดนั้นจะได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน การทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็ตามสิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ก่อนว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของเรา และสินค้าที่จะขายเหมาะกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน และลูกค้ากลุ่มนั้นมีโอกาสมากน้อยในการเข้าถึงเทคโนโลยี จากการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2554 ยังพบอีกว่า มีคนที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่เคยจองหรือซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 3.8 โดยมีสินค้าและบริการที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด คือ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ร้อยละ 30.8รองลงมาคือ e-Ticket ร้อยละ 14.8 หนังสือ และ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าสุขภาพ ร้อยละ 13.4 และ 13.3 ตามลำดับ

ถ้าพิจารณาอายุของผู้ที่ซื้อหรือจองสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานคือ อายุ 25 – 49 ปี ร้อยละ 68.8 และ ร้อยละ 57.0 มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 3,000 บาท

ที่มา : http://www.nso.go.th/

ค่า Bounce Rate โดยเฉลี่ยของเว็บไซต์แต่ละประเภท

หัวใจของการวัดความนิยมของเว็บไซต์ว่าเว็บเรามีคนพอใจมากแค่ไหน ตัวแปรหลักอย่างหนึ่ง คือ ค่า Bounce Rate เป็นอันดับแรกๆ แล้วยังใช้บ่งบอกถึงปัญหาต่างๆ ภายในเว็บ แต่ในความเป็นจริง เว็บไซต์แต่ละประเภทมีอัตรา Bounce Rate ที่ต่างกันอยู่แล้ว ตามรูปแบบของเว็บไซต์และพฤติกรรมคนเข้ามาอ่าน อย่างคนแชร์ข่าวลงเฟซ แน่นอนว่าคนกดเข้าไปอ่านเสร็จก็ปิดทำให้เกิด Bounce Rate แทบไม่ต้องไปไหน

ความจริง Google รู้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเก็บข้อมูลจากเว็บคุณจะยิ่งทราบเข้าไปอีกว่าเป็นเว็บประเภทไหนและมี Bounce Rate ที่เหมาะสมเท่าไหร่ ถ้ามากไปอาจเป็นเว็บไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการทราบ Bounce Rate ที่ควรจะเป็นของเว็บไซต์ จัดเป็นเรื่องที่ดี มีองค์กรที่วิจัยเรื่องนี้และทำค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมของเว็บไซต์ไว้ดังนี้

  1. Content website (Bounce Rate เฉลี่ย : 40-60%)
    เว็บไซต์ประเภทเว็บข่าว สาระ บันเทิง ข้อมูล เทคนิคต่างๆ ถือเป็นเว็บที่เห็นบ่อยและคนมักจะมักจะ
  2. Lead Generation (Bounce Rate เฉลี่ย : 30-50%)
    เว็บไซต์ประเภทที่มีวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลลูกค้าหลายอย่าง เช่น ชื่อ เบอร์โทร email เป็นต้น เพื่อไว้สำหรับให้ทีมเซลส์โทรติดต่อกลับไปปิดงานขาย เว็บไซต์ประเภทนี้ได้แก่ เว็บไซต์พวกบ้านและคอนโด
  3. Blog (Bounce Rate เฉลี่ย : 70-98%)
    เว็บไซต์ประเภทนี้เป็นเว็บไซต์บทความที่มักจะให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจงเป็น เรื่องๆ ไป เช่นเว็บที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ เว็บไซต์ประเภทนี้มีค่า Bounce rate ที่สูงมากเป็นเรื่องปกติ
  4. Retail site (Bounce Rate เฉลี่ย : 20-40%)
    เว็บขายสินค้า E-Commerce เป็นพวกห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่รู้จักกันดีหลายๆ เว็บ ส่วนใหญ่หาสินค้าตามที่ต้องการทำให้ Bounce Rate น้อย แต่ในไทยอาจจสูงกว่าเพราะนิยมแชร์ผ่านโซเชียล ซึ่งเกิด Bounce Rate ได้ง่ายเหมือนพวกเว็บ Content ทั่วไป
  5. Service sites (Bounce Rate เฉลี่ย : 10-30%)
    เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลด้านการบริการช่วยเหลือ ส่วนใหญ่จะเข้าไปหลายหน้าเพื่อขอใช้บริการจึงเกิด Bounce Rate ต่ำ
  6. Landing pages (Bounce Rate เฉลี่ย : 70-90%)
    หน้าแรกของเว็บไซต์ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ดีพอจะกลายเป็นแหล่งที่ทำให้คนออกง่ายที่สุด

bounce-rate

Lead Generation คือ ?

Lead Generation  คือ กิจกรรมทางด้านการตลาดที่ธุรกิจจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มา รายชื่อของผู้ติดต่อทางธุรกิจที่จะนำไปสู่กระบวนการและขั้นตอนของการขาย (Sales Process) ซึ่งกิจกรรมทางด้านการตลาดนี้ ภาษาการตลาดเดิมอาจจะใช้คำว่า แคมเปญ (Campaign) ที่ธุรกิจจัดทำขึ้น เช่น การออกงานแสดงสินค้า เพื่อก่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจ ระหว่างกลุ่มผู้คาดหวังที่จะมาเป็นลูกค้ากับตัวแทนของธุรกิจ

ปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้วิธีนี้กันอยู่สำหรับธุรกิจที่มีงบประมาณในด้านนี้จำนวนมาก เพราะการไปแสดงนิทรรศการ หรือสินค้าในลักษณะนี้จะมีต้นทุนที่สูงมาก และถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนรายชื่อลูกค้าที่ทางธุรกิจจะได้รับระหว่างการจัด กิจกรรมนี้จะพบว่ามีอัตราเฉลี่ยที่สูงสุด ดังนั้นวิธีการนี้จึงนิยมนำไปใช้กับธุรกิจ และการจัดงานที่มีความคาดหวังว่า จะได้พบกับบุคคลที่นำไปสู่การเจรจาธุรกิจระหว่างกันในมูลค่าที่สูงในแต่ละราย

ถ้าในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการนั้นงานลักษณะนี้ที่ได้รับความนิยมมากก็คือ ITB ที่กรุงเบอร์ลิน และงาน WTM ที่กรุงลอนดอนที่มีธุรกิจจำนวนมากยอมเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากไปร่วมงาน ด้วยหวังว่าจะได้พบกับผู้ซื้อรายใหญ่ใหม่ๆ ในงาน เพื่อจะได้ติดต่อเจรจาธุรกิจซื้้อขาย และใช้บริการกันในอนาคต ซึ่งการไปร่วมงานเช่นนี้นั้น แม้ว่าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไปร่วมงานแล้วจะประสบความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจ ซื้อขายกันทุกรายเสมอไป

นอกจากนี้ กิจกรรมทางด้าน Sales Conference ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยม วิธีการนี้ เป็นวิธีการที่เชื้อเชิญกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในวงการธุรกิจ ที่คาดว่าจะนำไปสู่การเจรจาซื้อขายกันมาร่วมประชุม สัมนา ณ สถานที่ใด ที่หนึ่ง เป็นการเฉพพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจได้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและบริการของตนเอง ได้มีการพบปะพูดคุยทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ดังเช่นกิจกรรม Thailand Amazing Road Show ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมมือกันกับภาคธุรกิจเอกชนจัดกันอยู่เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้มีการพบปะเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

นอกจากนั้น ยังมีคำว่า Work Shop และ Table Top Sales ที่นำมาใช้ในลักษณะเดียวกันอีก นี่ก็จัดได้ว่าเป็น Lead Generation ที่มีการดำเนินการมานานแล้วเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับในสงการ

ความหมายของ Google Analytics คือ อะไร ?

คำนิยามสั้นๆ ของ Google Analytics คือ เครื่องมือการเก็บสถิติบนเว็บไซต์ ซึ่งจะเก็บข้อมูลได้หลากหลายแล้วยังครอบคลุมมากมาย

ตัวอย่างประโยชน์ของ Google Analytics ตามหมวดหมู่ในระบบ สามารถสร้างรายงานให้เราหรือคนในองค์กรอ่านได้เข้าใจง่าย

Audience คนที่เข้ามาเข้ามาจากจังหวัดอะไรบ้างกี่คน หรือเข้ามาจากต่างประเทศ ประเทศใดบ้าง อายุ เพศ

Acquisition ข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ของเราว่า คนที่เข้าเว็บไซต์ของเรามาจากช่องทางใด

Behavior ข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของยูสเซอร์ คนที่เข้ามาอยู่บนหน้าเว็บไซต์เรานานแค่ไหน เปิดหน้าเว็บเรากี่หน้า เปิดกี่หน้าจึงออกไป หรือเปิดแค่หน้าเดียวก็ออกไปเลย (Bounce Rate)

Conversion เป็นรีพอร์ทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมาย ที่เรากำหนดไว้ ช่องทางที่เราได้ลงโฆษณาไปมีคนเข้าเว็บไซต์เรามากน้อยแค่ไหน ได้ตามผลที่เราพอใจหรือไม่

นอกจากนี้ เรายังตรวจสอบสถานะเว็บไซต์ได้แบบ Real Time คนกำลังเข้าเยอะหรือเว็บล่มหรือไม่ ทราบทันทีในระดับเสี้ยววินาที

การสมัคร Google Analytic ง่ายมาก คือ เพียงเข้าเว็บไซต์ https://analytics.google.com/ ถ้ามีบัญชี Google อยู่แล้วก็สมัครได้เลย ฟรี ปลอดภัย ใช้งานง่าย เพิ่มประสิทธิภาพเว็บและพัฒนาได้ง่าย อีกทั้งทำให้ Google จัดอันดับง่ายขึ้นด้วย

การทำงาน Google Analytics คือ เราจะต้องมีการนำ Java Script ที่ได้จากเว็บไซต์ข้างต้น มาติดตั้งที่หน้าเว็บไซต์ทุกหน้า ซึ่งโค้ดชุดนี้จะทำงานโดยอ่านข้อมูลต่างๆ ของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ แล้วทำการอ่านและเขียนค่าบางอย่างไปที่ Cookies ในเครื่องยูสเซอร์ ก่อนที่จะส่งข้อมูลไปที่เซิร์ฟเวอร์ของ Google เพื่อนำไปผ่านการประมวลผลอีกที

กลุ่มลูกค้า 5 แบบกับการขายของออนไลน์

กลุ่มผู้บริโภคไม่ได้เห็นแล้วซื้อสินค้าของเราทันที แต่จะมีกลุ่มหลายกลุ่มที่เราต้องทำความรู้จักบ้าง การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม เคิร์ฟของโรเจอร์พอทำให้เราเห็นภาพคร่าวๆ ได้ว่า กลุ่มผู้บริโภคมีอุปนิสัยอย่างไรบ้าง

  1. Inventor (2.5%) กลุ่มที่ชอบลองของใหม่ เมื่อมีอะไรออกมาใหม่ๆ วางจำหน่ายจะเป็นกลุ่มบุกเบิกโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่จะได้ของไม่คุ้มค่า มี 2.5% ของคนทั้งหมด
  2. Early Adoptor (13.5%) กลุ่มที่ปรับตัวง่าย ศึกษาข้อมูลทุกอย่างก่อนจะซื้อ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มมีความสำคัญมาก เพราะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการที่จะซื้ออีกทั้งการตัดสินใจของกลุ่มนี้ ยังส่งผลต่อความความคิดกับกลุ่มต่อไป มี 13.5% ของคนทั้งหมด
  3. Early Majority (34%) กลุ่มที่จะตามกลุ่ม Early Adoptor มีความระมัดระวัง แต่ส่วนใหญ่จะยินยอมตามคำแนะนำ จากคนที่มีประสบการณ์มาแล้ว กลุ่มนี้มี 34% ของคนทั้งหมด
  4. Late Majority (34%) กลุ่มที่มีความต้องการในการซื้อก็เมื่อมีสินค้า และผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นของที่ยอมรับโดยทั่วไป กลุ่มนี้มี 34% ของคนทั้งหมด
  5. Laggards (16%) กล่มที่ไม่ยอมการเปลี่ยนแปลง ไม่ค่อยมีการปรับตัวเท่าไร จะเลือกของใหม่ๆ ก็ต่อเมื่อไม่มีของเก่าให้ใช้แล้ว กลุ่มนี้มี 16% ของคนทั้งหมด

ถึงกฏข้างต้นจะใช้อธิบายกับลูกค้าที่ซื้อของกับแบรนด์ต่างๆ แต่นำมาใช้กับพฤติกรรมของคนซื้อของออนไลน์ได้เช่นกัน เมื่อมีการบอกต่อมากขึ้น สินค้าจะขายดีได้มากยิ่งขึ้นตามลำดับ

ประโยชน์ของธุรกิจ E-Commerce

การมีธุรกิจ E-Commerce ช่วยให้ธุรกิจซื้อง่ายขายคล่อง ธุรกิจมีการเติบขยายตัวหลายเท่าเพราะวินๆ กันทุกฝ่าย ทั้งผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ธุรกิจในประเทศเจริญเติบโตมากขึ้นตามลำดับ

ผู้ซื้อ (ผู้บริโภค)

  • สินค้าราคาประหยัด ไม่มีพ่อค้าคนกลางที่ทำให้ราคาสูงขึ้น
  • มีเวลาตัดสินใจก่อนซื้อ เลือกเปรียบเทียบได้ง่าย ไม่ต้องไปหลงคารมพนักงานหน้าร้าน
  • ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะในเมืองกรุงที่รถติดประจำ
  • แลกเปลี่ยนความเห็นกับลูกค้าท่านอื่นผ่านโซเชียลสบาย
  • ตัวเลือกการซื้อมากมาย จากทั่วประเทศ
  • สินค้าจัดส่งรวดเร็วและบริการดี

ผู้ขาย (พ่อค้า)

  • ขายสินค้าและบริการได้ตรงกับความต้องการของตลาด
  • ลดปัญหาเรื่องสต็อกสินค้าไม่ตรงตามความต้องการของตลาดหรือของตกรุ่น
  • ไม่เสียค่าดูแลสินค้า พนักงาน สั่งสินค้าในปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้า
  • เพิ่มยอดขาย ลูกค้าสามารถมาซื้อได้จากทั่วทุกมุมโลก

ผู้ผลิต (เจ้าของแบรนด์สินค้า)

  • ลดเวลาในการผลิต เพราะกำหนดยอดสินค้าตามออเดอร์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า (ผู้ขาย)
  • เพิ่มยอดขาย เพราะคุมปริมาณสินค้าได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร

ประเภทของ E-Commerce

E-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามรูปแบบการติดต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer – B2C)

การค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคโดยตรง

ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B)

การค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์

ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer – C2C)

การติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน

ผู้ประกอบการ กับ ภาครัฐ (Business to Government – B2G)

การประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมากก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ยังมีอีกประเภท คือ ภาครัฐ กับ ประชาชน (Government to Consumer -G2C) ไม่ได้เป็นการติดต่อเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่นการคำนวณและเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เช่นข้อมูลการติดต่อการทำทะเบียนต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆ และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้เช่นกัน